phone iconHospital Hotline Call : 044-015-999, 044-429-999
ENG | THAI |
FB | Line

All Posts in Category: เกร็ดความรู้สุขภาพ

ไหล่หลุด,เจ็บไหล่,ไหล่หัก,กระแทกไหล่

ไหล่หลุด,เจ็บไหล่,ไหล่หัก,กระแทกไหล่

ข้อหัวไหล่หลุดและข้อหัวไหล่หลวมหลุดซ้ำ

     ข้อหัวไหล่เป็นข้อต่อที่มีองศาการเคลื่อนไหวที่สูงที่สุดในร่างกาย ความมั่นคงของข้อหัวไหล่จะขึ้นอยู่กับทั้งเนื้อเยื่อหุ้มข้อต่อ (labrum) เส้นเอ็น(rotator cuff) และกระดูกหัวไหล่ (humerus & glenoid bone)

     โดยเนื้อเยื่อหุ้มข้อต่อหัวไหล่ (labrum) เป็นเนื้อเยื่อที่ติดอยู่กับเบ้าหัวไหล่ มีลักษณะนูนข้ึนมาคล้ายสันเขื่อน จะมีส่วนสำคัญในการให้ความมั่นคงกับข้อหัวไหล่อย่างมาก และมักจะเป็นส่วนที่ได้รับบาดเจ็บเสมอเมื่อมีการเคลื่อนหลุดของหัวไหล่ในคนอายุน้อย ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการตรวจสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) ที่หัวไหล่ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้เนื้อเยื่อข้อต่อหุ้มไหล่ที่บาดเจ็บนั้นไม่สมาน จะทำให้เกิดภาวะข้อไหล่หลวม นำไปสู่การหลุดซ้ำของหัวไหล่ได้

     การบาดเจ็บที่ทำให้หัวไหล่หลุดมักจะเกิดจากการกระแทกโดยตรงที่หัวไหล่ในท่าโหนรถเมล์ (ABER  position) มักจะเกิดขึ้นในกีฬาที่จะต้องมีการขว้างหรือปาเป็นหลัก เช่น บาสเกตบอล รักบี้ เบสบอล อเมริกันฟุตบอล รวมไปถึงกีฬาที่ไม่ได้มีการปะทะโดยตรงอย่าง เทนนิส แบตมินตัน และ วอลเลย์บอลด้วยเช่นกัน

     เมื่อข้อหัวไหล่หลุด ผู้บาดเจ็บมักจะรู้สึกทันทีว่ามีข้อต่อเคลื่อนหลุด มีอาการปวดอย่างรุนแรงที่ไหล่ข้างที่เป็น สังเกตเห็นข้อหัวไหล่ผิดรูป  และไม่สามารถขยับไหล่ข้างนั้นได้ การรักษาคือการเอาข้อหัวไหล่กลับเข้าที่ให้เร็วที่สุดโดยแพทย์หรือผู้ที่ชำนาญและผ่านการฝึกฝนมา

     หากไม่สามารถทำได้ในที่เกิดเหตุ ให้ปฐมพยาบาล โดยหาผ้าคล้องแขนพักไหล่ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วเพื่อให้แพทย์ทำการจัดหัวไหล่เข้าที่ให้เร็วที่สุด

     นอกจากนี้การบาดเจ็บข้อไหล่หลุดอาจจะพบร่วมกับการหักของกระดูกหัวไหล่ (humeral head) หรือกระดูกเบ้าไหล่ (glenoid) ได้ เช่นกัน

     หลังข้อหัวไหล่เข้าที่ จะต้องพักหัวใหล่ในที่คล้องแขนประมาณ2-3สัปดาห์ โดยหลีกเลี่ยงการขยับหัวไหล่โดยเฉพาะในท่าโหนรถเมล์ จนกว่าเนื้อเยื่อข้อต่อหุ้มไหล่จะสมาน  รวมไปถึงการประคบเย็นและรักษาความเจ็บปวดด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบ หลังจากนั้นก็จะค่อยเริ่มทำการกายภาพบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อหัวไหล่ให้แข็งแรง และพร้อมเต็มที่ ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาอีกครั้ง

     แต่หากข้อหัวไหล่หลังการบาดเจ็บยังมีการหลวมหรือหลุดซ้ำมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ทั้งๆที่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว อาจจะแนะนำรักษาด้วยการผ่าตัดเย็บซ่อมเนื้อเยื่อข้อต่อหุ้มหัวไหล่ (labrum) เพื่อลดโอกาสการเกิดการหลุดซ้ำของข้อหัวไหล่ต่อไป

แหล่งที่มาของรูป : http://www.ismrehab.com/labral-tears.html

    โดยการรักษาภาวะไหล่หลุดซ้ำโดยการผ่าตัดส่องกล้องเย็บซ่อมเนื้อเยื่อข้อต่อหุ้มหัวไหล่ฉีกขาด  (Arthroscopic labral repair) ถือเป็นการรักษาแบบมาตรฐานในปัจจุบัน

     จะเห็นได้ว่าข้อหัวไหล่หลุดและข้อหัวไหล่หลวมหลุดซ้ำ เป็นการบาดเจ็บทางการกีฬาที่พบได้บ่อย

     หากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บข้อไหล่หลุดไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะเกิดข้อหัวไหล่หลวมและเกิดการหลุดซ้ำๆได้ภายหลัง ซึ่งจะส่งผลต่อการเล่นกีฬาและการใช้ชีวิตประจำวันได้

นพ.สิทธิพร อุนยะพันธุ์
เฉพาะทาง : ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์  (Orthopedic Surgery)
อนุสาขา : เวชศาสตร์การกีฬา

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

แผนกเวชศาสตร์การกีฬา เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์    เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์โรคกระดูกและข้อ ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
บาดเจ็บ,เจ็บเข่า,เจ็บกล้ามเนื้อ,เข่าบิด,ข้อเท้าพลิก,กล้ามเนื้อฉีก,ข้อพลิก

บาดเจ็บ,เจ็บเข่า,เจ็บกล้ามเนื้อ,เข่าบิด,ข้อเท้าพลิก,กล้ามเนื้อฉีก,ข้อพลิก

การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬา

     กล้ามเนื้อบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเป็นอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการออกกำลังกายได้มาก  กล้ามเนื้อที่พบการบาดเจ็บได้บ่อย อาทิเช่น กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อเอ็นหลังหัวเข่า กล้ามเนื้อโคนขาหนีบ และกล้ามเนื้อน่อง เป็นต้น

     การบาดเจ็บส่วนมากเกิดขึ้นเอง มักไม่ได้มีการกระแทกกระเทือนกับอะไรที่ชัดเจน การบาดเจ็บแบบนี้เกิดจากการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและฉับพลันในขณะที่ข้อต่อและรยางค์มีการขยับไปในทิศทางตรงข้าม (excessive eccentric contraction)
มีส่วนน้อยที่การบาดเจ็บฉีกขาดของกล้ามเนื้อเกิดจากการกระแทกโดยตรง

     หลังการบาดเจ็บ อาจจะมีอาการเจ็บขึ้นมาทันที ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด ในบางรายอาจจะพบรอยช้ำหรือจ้ำเลือดที่ผิวหนังได้ ในบางรายอาจจะพบเพียงแค่อาการเจ็บตึง แต่ยังสามารถเล่นกีฬาต่อไปได้

     นอกจากนี้ อาการที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อบาดเจ็บ อาจจะพบได้ทันทีหลังการบาดเจ็บ หรืออาจจะมีอาการเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายชั่วโมงก็ได้ ซึ่งจะมีอาการปวดล้า ระบม เมื่อยตึง เป็นอย่างมาก

การรักษาเบื้องต้นหลังเกิดอาการบาดเจ็บ

โดยทั่วไปจะแนะนำให้ใชัวิธี RICE คือ

• Rest
• Ice
• Compression
• Elevation
  • Rest - พักและหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที
  • Ice - ใช้ความเย็น เช่นน้ำแข็งประคบส่วนที่เจ็บ
  • Compression - กดหรือพันรัดในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บไว้ชั่วคราว
  • Elevation - ยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นไว้สูง ไม่ห้อยต่ำ

วิธีการเหล่านี้ช่วยให้อาการปวดบวมและการอักเสบของส่วนที่บาดเจ็บลดลงได้เป็นอย่างดี

การพยากรณ์โรค

     โดยทั่วไปแล้วค่อนข้างดีมาก อาการบาดเจ็บจะหายได้และกลับมาเล่นกีฬาได้เป็นปกติ โดยเวลาที่พักฟื้นจะอยู่ที่ราวๆ 2-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น

การป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

     สามารถทำได้โดย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ, อบอุ่นร่างกายก่อนและหลังเล่นกีฬาทุกครั้ง, ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ, เริ่มเล่นกีฬาจากเบาๆก่อน ไปหาหนัก, ไม่ออกกำลังกายหนักเกินไป, ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็จะทำให้โอกาสที่กล้ามเนื้อจะบาดเจ็บ ฉีกขาดก็จะลดลงได้

Dynamic Stretches การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว ควรทำก่อนออกกำลังกาย
Static Stretches การยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้างไว้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำหลังจากฝึกซ้อมเสร็จแล้ว
แหล่งที่มาของภาพ : https://www.atipt.com
นพ.สิทธิพร อุนยะพันธุ์
เฉพาะทาง : ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์  (Orthopedic Surgery)
อนุสาขา : เวชศาสตร์การกีฬา

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

แผนกเวชศาสตร์การกีฬา เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์    เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์โรคกระดูกและข้อ ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
โรคตับ,มะเร็งตับ,ตับ,ตับแข็ง,ไขมันพอกตับ

โรคตับ,มะเร็งตับ,ตับ,ตับแข็ง,ไขมันพอกตับ

“ไขมันพอกตับ” โรคฮิตของคนยุคใหม่ที่ใครๆก็เป็นได้ (ภัยเงียบที่นำไปสู่มะเร็งตับ)

     โรคไขมันพอกตับ (Fatty liver disease) หรือไขมันเกาะตับ เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับมากเกินปกติ โดยไขมันที่เข้าไปแทรกในตับนั้นมักเป็นชนิดไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงภาวะไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับหรือมีอาการอักเสบของตับร่วมด้วย ในปัจจุบันพบว่าโรคไขมันพอกตับนี้เป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดถึงราวหนึ่งในสี่ของประเทศและเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติ

ไขมันพอกตับ
แหล่งที่มาของภาพ : http://www.ccc.chula.ac.th/editorial/182/

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ

     1. จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver disease) ความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับเพศ ประเภท ปริมาณ และระยะเวลาที่ดื่มแอลกอฮอล์

     2. ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ( Non-alcoholic fatty liver disease) โดยเกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง ไวรัสตับอักเสบบี/ซี ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยาต้านไวรัสบางขนิด ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากลุ่มฮอร์โมน เป็นต้น

โรคตับ,ปัจจัยเสี่ยงโรคตับ
• ปัจจัยเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยงหรือกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีภาวะไขมันพอกตับ

  1. โรคอ้วน ผู้ชายที่รอบเอวเกิน 40 นิ้ว ผู้หญิงที่รอบเอวเกิน 35 นิ้ว น้ำหนักตัวมากเกิน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 25-30)
  2. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน /โรคไขมันในเลือดสูง / โรคความดันโลหิตสูง
  3. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก
  4. ผู้ที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือขนมที่มีรสหวาน
  5. ผู้ที่มีเอนไซม์ตับ (AST,ALT) สูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ
โรคไขมันในตับ

อาการและอาการแสดง

     โดยทั่วไปโรคไขมันพอกตับไม่ทำให้เกิดอาการทางร่างกาย หรือหากมีอาการก็อาจเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากพอที่จะบ่งบอกโรคได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา ส่วนใหญ่การตรวจพบโรคไขมันพอกตับจึงมักพบเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจทางการแพทย์ด้วยเหตุผลอื่นๆ แต่ถ้ากรณีผู้ป่วยที่มีตับแข็งแล้ว อาจตรวจพบลักษณะของโรคตับเรื้อรังร่วมด้วย

การวินิจฉัยและติดตามโรคไขมันพอกตับ

1.การตรวจเลือด

ดูการทำงานของตับว่ามีการอักเสบ (ค่า AST,ALT สูงกว่าปกติ)

เพื่อดูระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และแยกโรคเพื่อหาสาเหตุอื่นของไขมันพอกตับ

ติดตามและประเมินความรุนแรงของโรคไขมันพอกตับผ่านการตรวจวิเคาระห์ Steato Test ซึ่งเป็นการตรวจวิเคราะห์สารชีวเคมีจากเลือดและประเมินร่วมกับอายุและเพศรวมทั้งส่วนสูงและน้ำหนักของผู้ป่วย โดยใช้ security algorithms ซึ่งมีความแม่นยำสูง รายงานผลเป็น Steato Test Score เพื่อประเมินภาวะไขมันพอกตับ ทำให้เห็นความแตกต่างในการตรวจติดตามเป็นตัวเลขทำให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น

2.การตรวจภาพรังสีวินิจฉัย เช่น ตรวจอัลตร้าซาวนด์ ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

3.การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ เพื่อดูปริมาณไขมันและการอักเสบรวมถึงระดับพังผืดในตับ

4.การตรวจ Fibro scan เพื่อตรวจระดับความแข็งของตับและวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง โดยที่ผู้ป่วยไม่เจ็บตัว (อ่านเพิ่มเติมการตรวจ Fibro scan)

เมื่อเป็นโรคไขมันพอกตับ จะเกิดผลเสียอย่างไร

     ถ้ามีภาวะไขมันพอกตับเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการตายของเซลล์ตับ เมื่อการตายนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ เนื้อตับจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดหรือแผลเป็น จนอาจเกิดตับแข็งในที่สุด หากโรคยังดำเนินต่อไปอาจเกิดภาวะตับวายหรือมะเร็งตับได้

แนวทางการรักษาและป้องกันภาวะไขมันพอกตับ

  1. ควบคุมน้ำหนักโดยให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป โดยการลดน้ำหนักลงควรให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เช่น 0.25-0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์
  2. ออกกำล้งกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 30 นาที หรือ 150-200 นาทีต่อสัปดาห์ หากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและแบบมีแรงต้าน เช่น เดินเร็วครึ่งชั่วโมงแล้วตามด้วยการยกน้ำหนักแบบแรงกระแทกต่ำ
  3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่มีไขมันต่ำ กากใยสูง และให้พลังงานต่ำ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก
  4. ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรควบคุมโรคดังกล่าวอย่างเต็มที่
  5. หลีกเลี่ยงรับประทานยาหรืออาหารเสริมที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  7. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
พญ.สุศรีจิตร์ เบ็ญจวิไลกุล
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
(Gastroenterology)

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

วันและเวลาทำการ วันจันทร์วันอาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ชั้น โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
Share this...
Share on Facebook
Read More

รู้จักการทดสอบแพ้อาหาร

     Oral Food Challenge คือ การให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่สงสัยว่าทำให้เกิดอาการแพ้โดยเริ่มจากปริมาณเล็กน้อย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น แพทย์จะเฝ้าระวังติดตามอาการที่กำหนดตามมาตรฐานเพื่อดูว่ามีปฏิกิริยาการแพ้เกิดขึ้นหรือไม่ การทดสอบนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ผู้ป่วยอาจจะเกิดปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงได้ ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางภูมิแพ้ และทำในสถานพยาบาลที่มียาและอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีความพร้อม

อาหารชวนแพ้

     อาหารที่มักเป็นสาเหตุการแพ้อาหาร ได้แก่ นม ไข่ ถั่วเหลือง แป้งสาลี ถั่วลิสง สัตว์น้ำเปลือกแข็ง เช่น กุ้ง ปู หอย หมึก ฯลฯ ถั่วเปลือกแข็งตระกูล Tree Nuts เช่น อัลมอนด์ วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ ฯลฯ

     ผักและผลไม้ อาจเกิดอาการแพ้ที่ริมฝีปากและในลำคอ หรือแพ้รุนแรงได้ในบางราย

ปฏิกิริยาอาการแพ้อาหาร (Food Allergy) แบ่งออกเป็น

  • ชนิดเฉียบพลัน IgE-mediated food allergy มีอาการ ตาบวม ปากบวม ผื่นลมพิษ ไอ หายใจไม่ออก ปวดท้อง ถ่ายเหลว เกิดขึ้นภายใน 30 นาที – 2 ชั่วโมง หลังจากมีการรับประทานอาหาร มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้รุนแรงได้

  • ชนิดไม่เฉียบพลัน Non-IgE-mediated food allergy ค่อยๆ ปรากฏอาการหลายชั่วโมงหรือเป็นวันหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว เช่น ผื่น ผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ ถ่ายเหลวเรื้อรัง ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน

แหล่งที่มาของภาพ : www.facebook.com/BangkokHospital

วิธีทดสอบอาการแพ้อาหาร (Oral Food Challenge)

เบื้องต้นจะทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือการตรวจเลือด

     1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Tests) ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการเจ็บป่วยอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนวันที่ทำการทดสอบ และงดรับประทานยาแก้แพ้ 1 สัปดาห์ ก่อนวันที่ทำการทดสอบ เมื่อทดสอบแล้วสามารถทราบผลได้ภายใน 15 – 20 นาที (ในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงจะสามารถทดสอบได้หลังจากมีอาการ 1 เดือน)

     2. การตรวจเลือด (Blood Test For Specific IgE) ไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนการทดสอบ เมื่อทดสอบแล้วสามารถทราบผลได้ภายใน 3 – 5 วันทำการ โดยมีทั้งผลเป็นบวกและลบ

หลังจากนั้น จึงพิจารณาทำการทดสอบอาการแพ้อาหารผ่านทางการกิน (Oral Food Challenge)

  1. กรณีทดสอบภูมิแพ้ ผลเป็นบวก แพทย์อาจให้งดหรืออาจให้ทำทดสอบด้วยการรับประทานอาหาร (Oral Food Challenge) ตามความเหมาะสม (ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้อยู่ก่อนแล้วและต้องการรู้ว่าหายแพ้แล้วหรือไม่) และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา

  2. กรณีทดสอบภูมิแพ้ ผลเป็นลบ อาจพิจารณาทำการทดสอบด้วยการรับประทานอาหาร (Oral Food Challenge)

แหล่งที่มาของภาพ : www.facebook.com/BangkokHospital

ผู้ที่เหมาะกับการทดสอบแพ้อาหาร

  • ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้อาหาร แต่ต้องการพิสูจน์ ว่าหายแล้วหรือไม่
  • ผู้ที่สงสัยว่าตนเองแพ้อาหารแต่มีอาการแสดงไม่ชัดเจน
  • ผู้ที่ต้องการตรวจให้แน่ชัดว่าแพ้อาหารชนิดใด
  • ผู้ที่จะเข้ารับการรักษาภาวะแพ้อาหารด้วยการรับประทาน (Oral Immunotherapy)

     แพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้และระมัดระวังในการเลือกกินอาหารทุกครั้ง เท่านี้คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติได้เช่นกัน

พญ.พัชราภรณ์ เศรษฐสุวรรณ
เฉพาะทาง : กุมารเวชศาสตร์
ความชำนาญพิเศษ : กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้, ตรวจภูมิแพ้ด้วยเลือด
โปรแกรมตรวจโรคภูมิแพ้
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์สุขภาพเด็ก เปิดให้บริการ

วันจันทร์-วันอาทิตย์       เวลา 08.00-20.00 .

Share this...
Share on Facebook
Read More
ดูแลผิว,ผิวพรรณ,สุขภาพผิว,รักษาผิว,โรคผิวหนัง,ผิวแพ้ง่าย,ผื่นคัน,เหี่ยวย่น,ผิ้วแห้ง,ริ้วรอย

ดูแลผิว,ผิวพรรณ,สุขภาพผิว,รักษาผิว,โรคผิวหนัง,ผิวแพ้ง่าย,ผื่นคัน,เหี่ยวย่น,ผิ้วแห้ง,ริ้วรอย

การดูแลผิวพรรณ ในแต่ละช่วงวัย

• ช่วงวัยรุ่น

วัยรุ่น

     ปัญหาผิวที่พบบ่อยในช่วงนี้คือ สิว

วิธีการดูแลผิว

• ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่รุนแรง

• ปรนนิบัติผิวอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการบีบแกะสิวด้วยตัวเอง

• ช่วงวัยกลางคน

ช่วงวัยกลางคน

     ผิวเริ่มเข้าสู่ช่วงเสื่อมสภาพตามอายุ ความเครียด การพักผ่อน การแสดงสีหน้า การออกกำลังกาย และแสงแดด ทำให้ผิวพรรณ ผิวไม่สดใส มีริ้วรอย เหี่ยวย่น ฝ้า กระ

วัยนี้ควรเตรียมการดูแลผิวตั้งแต่เนิ่นๆ 

• เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว

• เลี่ยงแดดจัด ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป อย่างสม่ำเสมอ

• นอนพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง

• ออกกำลังกาย

• จัดการความเครียด

• ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว

• ทานผักผลไม้ และวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน ซี และ วิตามิน อี

• ช่วงวัยทอง

ช่วงวัยทอง

     ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนผิวมีความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เนื่องจาร่างกายไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ผิวจึงแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวน้อยลง ขาดความยืดหยุ่นและอ่อนแอ เป็นแผลง่าย หายยาก ผมหยาบกร้าน บาง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

การดูแล

     ควรเน้นการบำรุงผิว ลดริ้วรอย และถ้ามีอาการวัยทองอื่นรวมด้วยควรปรึกษานรีแพทย์เพื่อปรึกษาการรับฮอร์โมนทดแทน วัยนี้ ควรหมั่นสังเกตุผิวบ่อยๆ ถ้ามีผื่น แผลที่เรื้อรัง ไฝที่มีลักษณะผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

นอกจากการดูแลเบื้องต้นด้วยการรักษาความสะอาดและบำรุงผิว ยังมีการปรนนิบัติผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและดูอ่อนเยาว์มากขึ้น ได้แก่

•  การทำ Treatment
•  การทำ Laser

1. การทำ Treatment และ laser ต่างๆ เพื่อผลักวิตามินที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิวเพื่อให้ลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง และ Laser เพื่อลดเม็ดสีหรือรอยต่างๆ เพื่อให้ผิวชุ่มขื้นและใบหน้าไม่หมองคล้ำ

•  การทำ Botox Botulinum Toxin

2. Botox Botulinum Toxin ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นผิวหนัง หน้าผาก ขมวดคิ้ว หางตา ปรับรูปใบหน้าและยกกระชับ เพราะให้ใบหน้าเข้ารูปมากขึ้นและป้องกันการเกิดริ้วรอยลึก

•  การทำ Filler สารเติมเต็มให้ผิว

3. Filler สารเติมเต็ม สามารถเติมความชุ่มชื้นให้ผิวทั่วๆ และเติมส่วนที่ลึก เช่น ขมับขอบ ร่องแก้มลึก เพื่อให้หน้าไม่ดูโทรม และอ่อนเยาว์ขึ้น

พญ.สิริลักษณ์ วันวาน
เวชศาสตร์ผิวหนัง
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์ผิวหนังและความงาม เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์วันอาทิตย์    เวลา 09.00-18.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์ผิวหนังและความงาม ชั้น G โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
มะเร็งปากมดลูก,วัคซีนมะเร็งปากมดลูก,HPV

มะเร็งปากมดลูก,วัคซีนมะเร็งปากมดลูก,HPV

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก 9 สายพันธุ์

     ในผู้หญิงพบมะเร็งปากมดลูกมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ย 13 รายต่อวัน ภาวะเสี่ยงที่ทำ ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์เร็ว อายุมากกว่า 40 ปี มีคู่นอนหลายคน การสูบบุหรี่ และ การติดเชื้อไวรัส HPV

     พบว่าการติดเชื้อ HPV ในบางส่วนสามารถหายเองได้ แต่ในรายที่มีการติดเชื้อเรื้อรังคือนานกว่า 6 เดือน โอกาสหายจากการติดเชื้อจะน้อย และกระตุ้นให้เกิดเซลล์ปากมดลูกผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ ตั้งแต่เริ่มผิดปกติเล็กน้อยไปจนถึงเปลี่ยนเป็นมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาเฉลี่ยหลังติดเชื้อ 10-20 ปี

     ไวรัส HPV มีทั้งสายพันธ์ที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ สายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งรูทวารหนัก การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าการติดเชื้อธรรมชาติถึง 100 เท่า ปัจจุบันมีวัคซีน 3 ชนิด ตามประมาณสายพันธุ์ของเชื้อ HPV คือชนิด 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์

     วัคซีน ชนิด 2 และ 4 สายพันธุ์ ครอบคลุมการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70 % ส่วนวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ สามารถเพิ่มความควบคุมการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้นถึง 90 % มีการศึกษาการฉีดวัคซีนในหญิงในช่วงอายุ 15-26 ปี อายุ 9-21 ปี อายุ 27-45 ปี และมีการศึกษาฉีดวัคซีนในเพศชาย พบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนักได้ดี

สรุปวัคซีน HPV สามารถฉีดได้ทั้งในหญิงและชาย อายุที่แนะนำให้ฉีดคือหลัง อายุ 9 ปี ขึ้นไป

HPV,มะเร็งปากมดลูก
พญ.ปนัดดา ประเดิมดี
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
(Obstetrics and Gynaecology)

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์สุขภาพสตรี เปิดให้บริการ

วันจันทร์-วันอาทิตย์       เวลา 08.00-19.00 .

Share this...
Share on Facebook
Read More

โควิด-19,โควิด ในเด็ก,วัคซีนโควิด-19

Covid-19 ในเด็ก

     ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสทำให้มีการแพร่อย่างรวดเร็วของสาย พันธุ์เดลต้าในประเทศไทย ขณะนี้พบมีรายงานการติดโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยเด็กเพิ่มสูงขึ้นกว่าการระบาดในระลอกหนึ่ง และระลอกสองอย่างมาก จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 15 มิถุนายน 2564 รายงานผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีติดโรคโควิด-19 สะสม จำนวน 13,608 รายจากผู้ป่วยติดเชื้อทุกอายุ 173,401 ราย คิดเป็นผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กร้อยละ 7.8 ของผู้ติดเชื้อทุกกลุ่มอายุ มีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นอัตราการ เสียชีวิตร้อยละ 0.03 ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว และเมื่อติดตามข้อมูลจนถึง 13 กรกฎาคม 2564 พบผู้ป่วยเด็ก ติดเชื้อเพิ่มอย่างรวดเร็ว เป็น 33,020 ราย โดยมีอัตราส่วนของเด็กติดเชื้อสูงขึ้นเป็นร้อยละ 13.8 ของผู้ติดเชื้อ ทุกกลุ่มอายุการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการระบาดใน ชุมชนและครอบครัวที่ยังควบคุมไม่ได้และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดีพบว่าผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยไม่แสดง อาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

     ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสทำให้มีการแพร่อย่างรวดเร็วของสาย พันธุ์เดลต้าในประเทศไทย ขณะนี้พบมีรายงานการติดโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยเด็กเพิ่มสูงขึ้นกว่าการระบาดในระลอกหนึ่ง และระลอกสองอย่างมาก จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 15 มิถุนายน 2564 รายงานผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีติดโรคโควิด-19 สะสม จำนวน 13,608 รายจากผู้ป่วยติดเชื้อทุกอายุ 173,401 ราย คิดเป็นผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กร้อยละ 7.8 ของผู้ติดเชื้อทุกกลุ่มอายุ มีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นอัตราการ เสียชีวิตร้อยละ 0.03 ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว และเมื่อติดตามข้อมูลจนถึง 13 กรกฎาคม 2564 พบผู้ป่วยเด็ก ติดเชื้อเพิ่มอย่างรวดเร็ว เป็น 33,020 ราย โดยมีอัตราส่วนของเด็กติดเชื้อสูงขึ้นเป็นร้อยละ 13.8 ของผู้ติดเชื้อ ทุกกลุ่มอายุการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการระบาดใน ชุมชนและครอบครัวที่ยังควบคุมไม่ได้และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดีพบว่าผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยไม่แสดง อาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

     ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสทำให้มีการแพร่อย่างรวดเร็วของสาย พันธุ์เดลต้าในประเทศไทย ขณะนี้พบมีรายงานการติดโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยเด็กเพิ่มสูงขึ้นกว่าการระบาดในระลอกหนึ่ง และระลอกสองอย่างมาก จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 15 มิถุนายน 2564 รายงานผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีติดโรคโควิด-19 สะสม จำนวน 13,608 รายจากผู้ป่วยติดเชื้อทุกอายุ 173,401 ราย คิดเป็นผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กร้อยละ 7.8 ของผู้ติดเชื้อทุกกลุ่มอายุ มีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นอัตราการ เสียชีวิตร้อยละ 0.03 ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว และเมื่อติดตามข้อมูลจนถึง 13 กรกฎาคม 2564 พบผู้ป่วยเด็ก ติดเชื้อเพิ่มอย่างรวดเร็ว เป็น 33,020 ราย โดยมีอัตราส่วนของเด็กติดเชื้อสูงขึ้นเป็นร้อยละ 13.8 ของผู้ติดเชื้อ ทุกกลุ่มอายุการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการระบาดใน ชุมชนและครอบครัวที่ยังควบคุมไม่ได้และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดีพบว่าผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยไม่แสดง อาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

เด็กติดโควิด-19
• เด็กติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย

    ในระหว่างที่เด็กๆ ยังไม่ได้รับวัคซีน Coovid-19 แต่สามารถรับวัคซีนเสริมป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบ IPD และ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ เพื่อลดภาวะการติดเชื้อแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ

พญ.จิราภรณ์  ครบปรัชญา
กุมารเวชศาสตร์
(Pediatrics)

ติดต่อสอบถาม วัคซีนปอดอักเสบ IPD และ ไข้หวัดใหญ่ได้ที่
ศูนย์สุขภาพเด็ก เปิดให้บริการ

วันจันทร์-วันอาทิตย์       เวลา 08.00-20.00 .

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

Line ID : @VACCINEBKH
 
วัคซีนเด็ก

Share this...
Share on Facebook
Read More
ต้อกระจก,ต้อลม,ต้อเนื้อ,ต้อหิน,เลนส์กระจกตา

        ในภาวะปกติคนเราจะสามารถมองเห็นได้ จากการที่แสงเดินทางเข้าสู่ตาเรา ผ่านกระจกตา เลนส์แก้วตา และจุดรับภาพที่จอประสาทตา จากนั้นจึงส่งกระแสประสาทไปตามเส้นประสาทตาเพื่อแปลผลการมองเห็นที่สมอง ต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาที่ในภาวะปกติควรจะมีลักษณะใส แต่กลับเกิดการขุ่นตัวขึ้น เลนส์แข็งตัวมากขึ้น หรือเกิดเป็นพังผืด ทำให้การผ่านของแสงน้อยลง เกิดการกระจายของแสง แสงไม่โฟกัสไปยังจุดรับภาพชัดที่จอประสาทตาได้ตามปกติ ทำให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกเกิดอาการตาพร่ามัว มีลักษณะคล้ายฝ้าหรือม่านมาบัง มองเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากเดิม เห็นภาพซ้อน มองเห็นแสงไฟแตกกระจายโดยเฉพาะขณะขับรถในเวลากลางคืน หรือในต้อกระจกบางชนิดเมื่อออกกลางแจ้งจะยิ่งพร่ามัวมากขึ้น (Posterior subcapsular cataract)

แหล่งที่มาของภาพ : https://www.facebook.com/saraneyeclinic/

สาเหตุของต้อกระจก

        ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา ซึ่งเป็นความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป โดยความรุนแรงของต้อกระจกที่เป็นสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็จะมีต้อกระจกเกิดขึ้นทุกคน แต่ความรุนแรงอาจมีมากน้อยแตกต่างกัน นอกจากนี้ต้อกระจกก็ยังอาจเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้ด้วยเช่นกัน เช่น ต้อกระจกในเด็กแรกเกิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้ที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ผู้ที่เคยมีอุบัติเหตุที่ดวงตา ผู้ที่มีโรคตาอื่นที่ทำให้เกิดต้อกระจกตามมาเช่น ม่านตาอักเสบ การติดเชื้อที่ตา เคยได้รับการผ่าตัดที่ตามาก่อน หรือผู้ที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน ๆ หรือได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะทำให้เกิดต้อกระจกตามมาได้

ภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก

  1. เมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้นมักจะทำให้ตัวเลนส์แก้วตาบวมมากขึ้น จนทำให้มุมตาแคบลง ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น จนเป็นต้อหินเฉียบพลัน (Phacomorphic glaucoma) ทำให้มีอาการปวดตามาก ตาพร่ามัวยิ่งขึ้น ในบางรายมีอาการปวดศีรษะและอาเจียน

  2. เมื่อต้อกระจกสุกจัดจะทำให้มีส่วนของโปรตีนหลุดออกมาจากเลนส์แก้วตา ไปอุดทางระบายของน้ำในช่องหน้าม่านตา ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและเกิดการอักเสบรุนแรงของลูกตาตามมา (Phacolytic glaucoma) ในบางรายเป็นมากจนอาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้

  3. ภาวะแทรกซ้อนทางกายอื่น ๆ จากต้อกระจกที่ทำให้มองไม่ชัด มีคุณภาพชีวิตลดลง และยิ่งในผู้สูงอายุก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการหกล้ม กระดูกหัก หรือมีศีรษะกระแทก และมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมามากมาย

การรักษาต้อกระจก

        ในระยะแรกของการเริ่มเป็นต้อกระจก อาจใช้การแก้ไขด้วยแว่นตา เพื่อช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น และมาเข้ารับการตรวจติดตามอาการกับจักษุแพทย์เป็นระยะ ๆ หากพบว่ามีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดลอกต้อกระจก เช่น การมองเห็นแย่จนมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นต้อกระจกที่มีภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว หรือในรายที่ต้องทำการตรวจรักษาโรคทางจอประสาทตา จึงควรได้รับการรักษาต้อกระจกด้วยการผ่าตัดลอกต้อกระจก ใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งมีวิธีดังต่อไปนี้

  1. การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเครื่องสลายต้อกระจกความถี่สูง พร้อมใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Phacoemulsification with Intraocular Lens Implantation) เป็นการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านแผลที่กระจกตาขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร แล้วจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่สามารถพับตัวผ่านแผลขนาดเล็กเข้าไปกางภายในถุงหุ้มเลนส์ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีลอกต้อกระจกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ฟื้นตัวเร็ว มีแผลเล็กปิดได้เอง มักไม่ต้องมีการเย็บแผล

• ภาพการผ่าตัดลอกต้อกระจก และใส่เลนส์แก้วตาเทียม

2. การผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลใหญ่ พร้อมใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Extracapsular Cataract Extraction with Intraocular Lens Implantation) เป็นวิธีผ่าตัดต้อกระจกแบบดั่งเดิม ใช้ในกรณีต้อกระจกสุกและแข็งมากเกินที่จะสลายได้ โดยต้องทำแผลที่ขอบตาดำขนาดใหญ่ 8-10 มิลลิเมตร แล้วนำเลนส์ทั้งก้อนออกก่อนจะใส่เลนส์แก้วตาเทียมและเย็บแผลจำนวนประมาณ 5-8 เข็ม

เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens)

        เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีความสามารถในการโฟกัสแสง ทดแทนเลนส์เดิมที่เป็นต้อกระจก ในปัจจุบันนิยมผลิตขึ้นจาก Polymethylmethacrylate (PMMA), Silicone, Hydrophobic or hydrophilic acrylate และกลุ่ม Collamer ซึ่งสามารถอยู่ในตาคนเราได้ตลอดชีวิต โดยมีการทำปฏิกิริยากับร่างกายเราน้อยมาก ในการเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียม จักษุแพทย์จะเป็นผู้ทำการเลือกชนิดให้เหมาะสมกับผู้ป่วยต้อกระจก โดยชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมมีดังต่อไปนี้

  1. เลนส์แก้วตาเทียมชนิด มองชัดระยะเดียว (Monofocal Intraocular Lens)

  2. เลนส์แก้วตาเทียมชนิด มองชัดระยะเดียว พร้อมแก้ไขสายตาเอียง (Monofocal Toric Intraocular Lens)

  3. เลนส์แก้วตาเทียมชนิด มองได้หลายระยะ (Multifocal Intraocular Lens) เช่น Bifocal, Trifocal และ Extended Depth of Focus (EDOF) Intraocular Lens

  4. เลนส์แก้วตาเทียมชนิด มองได้หลายระยะ พร้อมแก้ไขสายตาเอียง (Multifocal Toric Intraocular Lens)

• ภาพการใส่เลนส์แก้วตาเทียม ชนิด Multifocal IOL ซึ่งทำให้สามารถมองได้หลายระยะ
แหล่งที่มาของภาพ : https://www.facebook.com/saraneyeclinic/

ป้องกันการเกิดต้อกระจก

  1. สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต และแนะนำให้พักสายตาเป็นระยะๆ หากต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน

  2. ระวังอย่าให้ดวงตาถูกกระทบกระเทือน โดยผู้ที่ทำงานหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อดวงตา

  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางกลุ่มโดยไม่จำเป็น เช่นยากลุ่มสเตียรอยด์

  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ อี และซี ช่วยบำรุงสายตา แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานวิตามินเสริมยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกได้

  5. ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำกับจักษุแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อสังเกตว่ามีอาการผิดปกติของตาและการมองเห็น

พ.ท.นพ.ศรัณย์ จิรานันท์สิริ
จักษุวิทยา / กระจกตา
(Ophthalmology)
ความชำนาญพิเศษ
โรคกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ

บทความที่เกี่ยวข้อง
ผ่าตัดตา,รักษาตา,โรคต้อกระจก
แพ็กเกจผ่าตัดตา
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

วันและเวลาทำการ วันจันทร์วันอาทิตย์ เวลา 07.00-17.00 .
สถานที่ตั้ง แผนก ตา หู คอ จมูก ชั้น 4 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

BKH People : พญ.กมลชนก บางภู่ภมร แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก
ภูมิแพ้เฉียบพลัน
Share this...
Share on Facebook
Read More
หัวใจขาดเลือด,โรคหัวใจ,กล้ามเนื้อหัวใจ,ผ่าตัดหัวใจ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง

        โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic Cardiomyopathy) เป็นผลมาจากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงทำหน้าที่นำเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดภาวะตีบตันส่งผลทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเพียงพอจึงทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ถ้าหากคุณมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจของคุณจะพองโตขึ้นและเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนเเรงส่งผลทำให้หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดได้และทำให้เกิดหัวใจวายได้

สาเหตุทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

  1. พันธุกรรม สำหรับบุคคลที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

  2. อายุที่เพิ่มมากขึ้นจากสถิติพบในเพศชายอายุ ตั้งแต่ 40 ปี และเพศหญิงตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป

  3. เพศจากสถิติพบว่าเพศชายมีโอกาสและปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง

  4. การสูบบุหรี่สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเล็กลง

  5. โรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

  6. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

  7. ขาดการออกกำลังกายทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เผาผลาญพลังงานน้อย และการสะสมของไขมัน

สัญญาณเตือนโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

  1. เจ็บหน้าอก (Chest Pain) ทั้งแบบทันทีทันใดหรือเจ็บเป็นๆ หายๆอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ค่อยออก อึดอัด จุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เจ็บแน่นคล้ายของหนักมากดทับ หรือบีบรัด อาจร้าวไปบริเวณต่างๆ เช่น คอ หัวไหล่หรือแขนด้านซ้ายมักเป็นนานติดต่อกันมากกว่า 20 – 30 นาที นั่งพักแล้วอาการไม่ดีขึ้น

  2. เหนื่อยขณะออกแรง (Dyspnea)

  3. เหนื่อย เพลีย นอนราบไม่ได้ (Congestive Heart Failure)

  4. หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น (Unconscious or Cardiac Arrest)

วิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือดทำอย่างไรบ้าง

        แพทย์จำเป็นต้องระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดก่อนเพื่อวางแผนการรักษา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้นแพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่ผสมผสานกันได้แก่

• เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิต

• การใช้ยารักษา

• การผ่าตัดหรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ควรปรับเปลี่ยนให้เป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติเป็นประจำในระยะยาว

1.ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีไขมันต่ำรวมถึงมีคอลเลสตอรอลและโซเดียมต่ำ

2.การออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ

3.เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการใช้ยาและลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลให้น้อยลง

การใช้ยา

        แพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรวมถึงช่วยปรับปรุงการทำงานของหัวใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นสาเหตุของภาวะขาดเลือดได้แก่

  • ยาเบต้าบล็อกเกอร์เป็นยาที่ใช้ช่วยลดความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจ

  • ยาปิดกั้นแคลเซียมนำมาใช้เพื่อขยายหลอดเลือดและลดความดันเลือด

  • ยากลุ่ม aldosterone inhibitor เป็นยาที่ใช้ลดควาดันและขับของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกายเพื่อช่วยบรรเทาอาการบวมเเละหายใจสั้น

  • ยาขับปัสสาวะชนิดอื่น เพื่อขับของเหลวส่วนเกินและลดความดันเลือดรวมถึงลดอัตราการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นปกติ

  • ยาชนิดอื่นๆที่ช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ

  • ยาเจือจางเลือด

  • ยาที่ใช้ลดภาวะคอลเลสเตอรอลสูง

การผ่าตัดและวิธีการรักษาประเภทอื่นๆ

แพทย์อาจเเนะนำให้วิธีการผ่าตัดหรือการรักษาวิธีอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการรักษาหลอดเลือดหัวใจหรือส่วนอื่นของหัวใจ เช่นวิธีดังต่อไปนี้

1.การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทั้งสองอย่างเพื่อกระตุ้นการทำงานของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

2.การใช้สายสวนพร้อมกับอุปกรณ์ตัดหมุนเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในหลอดเลือด 

3.การทำบอลลูนหัวใจเพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายในเส้นเลือดที่เกิดการตีบตัน

4.การผ่าตัดใส่ขดลวดตาข่าย เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้หลอดเลือดหัวใจเปิดอยู่ตลอดเวลา

5.การฉายแสงบำบัดหลังจากใส่ลวดตาข่ายที่หลอดเลือดหัวใจ เป็นการป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

6.การผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ

การป้องกันการป้องกันไม่ให้เกิดโรคคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งเราสามารถป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังนี้

1.ไม่สูบบุหรี่

2.ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

3.หลีกเลี่ยงอาหารหวาน และเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ

4.ทานอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงหัวใจ เช่น ปลาทะเล ผักใบเขียว และผลไม้ อัลมอลด์ ถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืชไม่ขัดสี อะโวคาโด น้ำมันมะกอก เป็นต้น

5.ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ

6.ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ

7.ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจให้ผ่องใส

8.หมั่นตรวจเช็คสุขภาพของตนเองเป็นประจำ ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี

นพ.เจษฎา จันทรโณทัย
เฉพาะทาง : อารุยศาสตร์
ความชำนาญพิเศษ :
อารุยศาสตร์โรคหัวใจ/โรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์หัวใจ เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันพฤหัสบดี  เวลา 08.00-19.00 .
  • วันศุกร์   เวลา  08.00-17.00 .
  • วันเสาร์  เวลา  08.00-15.00 .
  • วันอาทิตย์  เวลา 08.00-16.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์หัวใจ ชั้น โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
Share this...
Share on Facebook
Read More
โรคภูมิแพ้,ตรวจภูมิแพ้,รักษาโรคภูมิแพ้

       เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านและมีปฏิกริยาตอบสนองต่อสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิต่อต้านดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งจะเกิดเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการต่างๆ  ปัจจุบันโรคภูมิแพ้ก็เป็นมากขึ้นและพบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และอาจจะรุนแรงจนเสียชีวิตได้

วิธีการรับมือกับโรคภูมิแพ้

     •  รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้

•  การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ ยาที่ใช้มีหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็น ยากิน ยาพ่น ยาทา สำหรับยากิน เราจะใช้ยาที่เรียกว่า ยาต้านฮีสตามีน (หรือที่เรานิยมเรียกยาแก้แพ้ นั่นเอง) มักจะแนะนำให้ใช้ยาต้านฮีสตามีนในรุ่นที่ 2 หรือ 3 เนื่องจากเป็นยาบรรเทาอาการภูมิแพ้ที่ไม่ทำให้ง่วง ไม่มีผลข้างเคียงต่อการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก ส่วนการรักษาด้วยสเตียรอยด์ชนิดพ่นจะใช้ในกรณีที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือมีอาการแบบต่อเนื่อง ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้ควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

•  การฉีดวัคซีนกูมิแพ้ จะใช้ในกรณีที่มีอาการรุนแรงที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา หรือกลุ่มที่ไม่สามารถหยุดยาได้

• ไรฝุ่น
แหล่งที่มาของภาพ : https://en.wikipedia.org/wiki/House_dust_mite

ไรฝุ่น จอมวายร้าย เป็นตัวการที่ทำให้เราเกิดภูมิแพ้มากที่สุด

        ไรฝุ่นเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง อยู่ตระกูลเดียวกับ หิด แมงมุม แต่ตัวเล็กกว่ามาก มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก จึงต้องใช้กล้องขยายส่องดู ตัวมีสีขาวคล้ายฝุ่น ตัวไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่นเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อโรค ตัวไรฝุ่นชอบอาศัยอยู่ในห้องนอนของเรา เพราะอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะ จากการวิจัยพบว่าในห้องนอนจะมีตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่นับล้านตัว พบมากตามที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และผ้าม่าน ตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่ด้วยการกินขี้ไคลและรังแคของคน

       ถ้าเราแพ้ไรฝุ่น เราจะมีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล คันคอ ไอ หรือหอบหืด ในเวลากลางคืนหรือช่วงตื่นนอน

เราจะกำจัดตัวไรฝุ่นได้อย่างไร

•  นำเครื่องนอนทุกชนิด ออกตากแดดจัดๆทุกสัปดาห์อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจะทำให้ตัวไรฝุ่นตาย

•  ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ้าห่ม ผ้าม่านและผ้าคลุมเตียง ด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 30 นาที อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1  ครั้งได้ก็ยิ่งดี)

•  ไม่ควรใช้สารเคมีที่ใช้ฆ่าตัวไรฝุ่น เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ

•  ใช้ผ้าคลุมป้องกันไรฝุ่น คลุมที่นอน หมอน ผ้าห่ม ผ้ากันไรฝุ่นนี้ควรซักด้วยน้ำธรรมดาทุก 2 สัปดาห์

•  สำหรับเครื่องฟอกอากาศชนิดต่างๆ มีประโยชน์ เฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่เขวนลอยในอากาศเท่านั้นใช้ไม่ได้ผลกับตัวไรฝุ่น

พญ.กมลชนก บางภู่ภมร
โสต ศอ นาสิกวิทยา
(Otolaryngology)

นพ.เอเธนส์ พุ่มจันทร์
โสต ศอ นาสิกวิทยา
(Otolaryngology)

บทความที่เกี่ยวข้อง
-
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

วันและเวลาทำการ วันจันทร์วันอาทิตย์ เวลา 07.00-17.00 .
สถานที่ตั้ง แผนกหู คอ จมูก ชั้น 4 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

BKH People : พญ.กมลชนก บางภู่ภมร แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก
ภูมิแพ้เฉียบพลัน
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้, ตรวจภูมิแพ้ด้วยเลือด
โปรแกรมตรวจโรคภูมิแพ้
Share this...
Share on Facebook
Read More
สอบถามเพิ่มเติมโทร.
สวัสดีค่ะ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา ยินดีให้บริการค่ะ