phone iconHospital Hotline Call : 044-015-999, 044-429-999
ENG | THAI |
FB | Line

All Posts in Category: เกร็ดความรู้สุขภาพ

กิจกรรมบำบัด กับพัฒนาการเด็ก

กิจกรรมบำบัด กับพัฒนาการเด็ก

เด็กในแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการที่แตกต่างกันตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงเด็กวัยรุ่น เราจึงเห็นความสำคัญและควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆที่เด็กชอบและมีความสุขเมื่อได้เรียนหรือลงมือทำซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการแต่ละช่วงวัยมีศักยภาพและการใช้ชีวิต อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุข

เมื่อเด็กคนคนหนึ่งไม่ได้เป็นไปตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยหรือต้องการความดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือสารเคมีบางอย่างของสมองหรือมาจากพันธุกรรมหรือเกิดจากการเลี้ยงดูส่งผลให้เกิดความบกพร่องด้านการสื่อสารการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมและความสนใจที่ค่อนข้างจำกัด และเป็นแบบแผนซ้ำๆ โดยมีข้อสังเกตหรืออาการดังนี้

  • อายุสองขวบแล้วแต่ยังไม่เริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมาย
  • ไม่ทำตามคำสั่ง ไม่มองหน้าสบตา เรียกไม่หัน
  • มีภาษาเฉพาะตัวหรือจะเรียกว่าภาษาต่างดาว
  • สื่อสารโดยการดึงมือผู้ปกครองให้ทำในสิ่งที่ต้องการ
  • เด็กบางคนอาจเคยพูดเป็นคำได้แล้วแต่พัฒนาการด้านการพูดมาหยุดชะงักหรือทดถอยในช่วงอายุหนึ่งปีครึ่งถึงสองปี
  • มีสมาธิสั้น อยู่ไม่นิ่ง รอคอยไม่ได้
  • เรียนไม่ทันเพื่อน เล่นกับเพื่อนไม่เป็น
  • อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว มีปัญหาพฤติกรรม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว งุ่มง่าม โยกเยก ไม่ชอบปีนป่ายหรือกระโดด
  • กลุ่มเด็กออทิสติก (Autistic)
  • กลุ่มดาวน์ซินโรดม (Down Syndrome) กลุ่มที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ การอ่าน

นักกิจกรรมบำบัดจะมีขอบเขตในการทำงาน ต่อไปนี้

  • ประเมินและส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านของเด็กตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กวัยรุ่นทั้งในเด็กปกติและเด็กพิเศษ
  • ฝึกให้เด็กทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองด้านต่างๆ เช่น การใส่เสื้อผ้า การทานข้าว
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่น การชันคอ การคลาน การเดิน
  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การหยิบ จับ
  • จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการควบคุมตนเอง การฝึกรอคอย การฝึกยับยั้งชั่งใจในเด็กที่มีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ก้าวร้าว
  • ส่งเสริมทางด้านภาษาในการสื่อสารและสังคมให้เหมาะสมกับวัย
  • เตรียมความพร้อมทักษะต่างๆที่เป็นพื้นฐานทางการเรียน เช่น ทักษะการเขียน การรับรู้ทางสายตา ทักษะการอ่าน
  • ส่งเสริมทักษะด้านการบูรณาการประสาทความรับความรู้สึก (Sensory Intergration : SI) เช่น ไม่ชอบสัมผัสพื้นผิวบางอย่าง เดินเขย่งปลายเท้า ไม่รับประทานอาหารบางชนิดชอบเล่นแรง หกล้มบ่อย
  • ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองหรือบุคคลทั่วไปในด้านพัฒนาการเด็กหรือกิจกรรมการเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย

โดยเป้าหมายของการฝึกเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันซึ่งนักกิจกรรมบำบัดและผู้ปกครองจะร่วมกันวางแผนและกำหนดเป้าหมายให้ไปในทิศทางเดียวกันรวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่พบเจอในเด็กเพื่อส่งเสริมให้เด็กสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ในกระบวนการของการบำบัดรักษาและการฝึกนั้นจำเป็นที่ต้องใช้ระยะเวลาความสม่ำเสมอในการฝึก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการนำโปรแกรมไปฝึกที่บ้าน ผู้ปกครองสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างน้อยภายในระยะเวลา 1 เดือน สำคัญที่สุดนักกิจกรรมบำบัดผู้ปกครอง และคนรอบข้าง ควรเปิดโอกาสและสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ และเล่นผ่านกิจกรรมที่เด็ก ชื่นชอบอย่างมีความสุข เพราะ “คุณคือคนพิเศษสำหรับเรา”

พญ.มัชฌิมามาธ ชำนาญกรม
เฉพาะทาง : Rehabilitation Medicine
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์    เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ชั้น 4 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More

การฉายรังสีไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

การฉายรังสี / การฉายแสง / รังสีรักษา คือ หนึ่งในวิธีรักษาโรคมะเร็งที่นำรังสีเอกซเรย์ (X-ray) หรือ รังสีแกมมา (Gamma ray) มาใช้เพื่อทำลายสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง โดยจะแบ่งการรักษาด้วยรังสีออกเป็นสองประเภท คือ

1. การฉายรังสีระยะไกล (External beam radiotherapy) เป็นการฉายรังสีพลังงานสูงจากเครื่องฉายรังสีผ่านชั้นผิวหนังมาสู่ก้อนมะเร็งที่อยู่ภายในตัวผู้ป่วย โดยมุ่งเน้นปริมาณรังสีที่ก้อนมะเร็ง และหลบเลี่ยงอวัยวะปกติให้ได้รับรังสีน้อยที่สุด

2. การฉายรังสีระยะไกล้ (Brachytherapy) เป็นการนำแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย โดยจะให้แร่กัมมันตรังสีเข้าไกล้ก้อนมะเร็งมากที่สุด เพื่อที่จะทำให้ก้อนมะเร็งโดนรังสีปริมาณสูง และเนื้อเยื่อปกติได้รับปริมาณรังสีต่ำ โดยปกติแล้วจะนำแร่กัมมันตรังสีออก เมื่อได้ปริมาณรังสีตามที่วางแผนการรักษา

ขั้นตอนการฉายรังสี (External beam radiotherapy)

• ก่อนการรักษาด้วยรังสี ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายเพื่อจำลองการรักษา(simulation) โดยจะมีการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT scan)ในบริเวณที่ต้องการฉายรังสี  เพื่อนำภาพที่ได้มากำหนดขอบเขตและวางแผนการรักษาด้วยรังสี เมื่อจำลองการฉายรังสีเสร็จ แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อมาเริ่มการรักษาด้วยรังสี

  • การฉายรังสีจะฉายทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ต่อเนื่องติดต่อกัน หยุดพักวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้เนื้อเยื่อปกติได้พักซ่อมแซมตัวเองจากการรักษาด้วยรังสี ใช้เวลาฉายรังสีต่อครั้งประมาณ 5-15นาที
  • ขณะที่ฉายรังสีจะไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่มีแสง ไม่มีเสียง และไม่มีความร้อนบริเวณที่ฉายรังสี
  • หลังจากฉายรังสีผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีรังสีตกค้างอยู่ในตัวผู้ป่วย
  • การฉายรังสีสามารถฉายรังสีแบบไป-กลับได้ ถ้าผู้ป่วยมีสภาพร่างกายแข็งแรง
นพ.พัทธ พยัพพานนท์
พัทธ พยัพพานนท์

บทความที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์มะเร็ง  เปิดให้บริการ

  • วันจันทร์-วันอาทิตย์   เวลา 09.00-18.00 .

Share this...
Share on Facebook
Read More

โรคไตเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรัง ( chronic kidney disease)

     ภาวะที่ไตทำงานได้ลดลง ดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ (estimated glomerular filtration rate, eGFR) หรือไตมีภาวะผิดปกติจากการตรวจปัสสาวะหรือผิดปกติจากการการตรวจทางรังสีวิทยา ในระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไป

โรคไตเรื้อรังมี ระยะ โดยในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ กว่าจะมีอาการ อัตราการกรองของไตมักลดลงมากแล้ว

อาการที่อาจพบในโรคไตเรื้อรัง

ผู้มีความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง และควรตรวจคัดกรองโรคไต

  • อายุ 60ปีขึ้นไป
  • สูบบุหรี่
  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรค SLE โรคเก๊าท์หรือยูริคในเลือดสูง โรคนิ่ว
  • ได้รับยาหรือสารที่ทำลายไต
  • มีภาวะอ้วน
  • มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว เป็นโรคไตผิดปกติแต่กำเนิด
  • เคยมีภาวะไตวายเฉียบพลันจากสาเหตุต่างๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง

ตรวจคัดกรองโรคไต

  • ตรวจเลือดวัดค่า Creatinine เพื่อคำนวณค่าอัตราการกรองของไต
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ตรวจ ultrasound ไต

การรักษาโรคไตเรื้อรัง

     ขึ้นกับสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ระยะของโรคที่เป็น และโรคร่วมที่เป็น ซึ่งประกอบด้วย

  1. การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ งดยาหรือสารที่มีผลต่อไต

- ควบคุมโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตให้ดี

ควบคุมอาหาร ลดาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม

- รักษาด้วยยา

2. การรักษาเพื่อบำบัดทดแทนไต

- การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ( hemodialysis)

- การฟอกไตทางช่องท้อง ( peritoneal dialysis)

การปลูกถ่ายไต (kidney transplantation)

พญ.อรพรรณ กาญจน์กระสังข์
เฉพาะทาง :อายุรแพทย์โรคไต
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์อายุรกรรม เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์วันอาทิตย์    เวลา 07.00-19.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
Share this...
Share on Facebook
Read More

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

โรคที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อน

ชนิดโรคเบาหวาน

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก

  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T1DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย 

  3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์

  4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

  1. มีอาการโรคเบาหวาน หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥200 มก./ดล.

  2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล. 

  3. การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ 200 มก./ดล.

  4. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ≥ 6.5% โดยวิธีการตรวจและห้องปฏิบัติการต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งยังมีน้อยในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้

***ตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันเดิมหรืออันใหม่ก็ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

สัญญาณเตือนโรคเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

  1. ผู้ที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป
  2. ผู้ที่อ้วน (BMI>25กก/ม2 หรือรอบเอวมากกว่าเท่ากับ 90 ซม.ในผู้ชายหรือมากกว่าเท่ากับ 80ซม.ในผู้หญิง ) และมีพ่อ แม่ พี่ หรือน้องเป็นเบาหวาน
  3. มีความดันโลหิตสูง (>140/90mmHg) หรือกำลังรับประทานยาความดันโลหิตสูง
  4. มีระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติ ( HDL<35mg/dL หรือ Triglyceride > 250 mg/dL)
  5. เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือเคยคลอดบุตรหนักเกิน 4 กิโลกรัม
  6. เคยวินิจฉัยภาวะก่อนเบาหวาน (IFG, IGT, A1C > 5.7%)
  7. มีโรคหัวใจหลอดเลือด (Cardiovascular disease)
  8. มีกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome)
  9. ลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin Resistance) ที่พบได้คืออ้วนมาก (Severe Obesity) และภาวะ Acanthosis Nigricans (เป็นรอยดำ หนา ขรุขระ บริเวณคอ บางคนเรียกผิวหนังช้าง พบได้บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในคนที่อ้วนมาก)

IFG= Impaired glucose tolerance, IFG= impaired fasting glucose 

พญ.กนกอร เรืองศิลปานันท์
เฉพาะทาง :อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์อายุรกรรม เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์วันอาทิตย์    เวลา 07.00-19.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
Share this...
Share on Facebook
Read More
ปวดหลัง,ปวดคอ,หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท,ออฟฟิศซินโดรม

หมอนรองกระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาท

ปวดหลัง,ปวดคอ,หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท,ออฟฟิศซินโดรม

ความรู้ทั่วไป

     โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาท เกิดจากภาวะที่มีหมอนรองกระดูกคอ หรือหินปูนที่เกิดขึ้นจากกระดูกคอเสื่อมเคลื่อนตัว ไปกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ร้าวลงสะบัก ร้าวลงที่แขน และมือทั้งสองข้างมีอาการชาแขน มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ซึ่งโดยทั่วไป ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือโพรงประสาทตีบแคบ อาจพบมีอาการข้างเดียว หรือ 2 ข้าง ในรายที่มีอาการหนัก

     โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม สามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ในคนอายุน้อยอาจเกิดจากการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก เช่นการยกของหนัก การเล่นกีฬา หรือการได้รับอุบัติเหตุ อาจจะพบอาการได้มากขึ้นในช่วงอายุ 40-50 ปี จะเริ่มเกิดภาวะกระดูกคอเสื่อม มีหินปูนหรือโพรงประสาทตีบแคบ เมื่อเกิดภาวะ หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ หมอนรองกระดูกคอข้อที่ 5 -6 และ 6-7

อาการแสดง

อาการปวดต้นคอเรื้อรัง หรืออาจจะมีปวดต้นคอเฉียบพลัน หลังจากการยกของหนัก นั่งขับรถเป็นเวลานาน ต่อมาจะมีอาการปวดร้าวลงที่สะบัก ปวดร้าวลงแขน อาจจะมีชามือ หรือแขนอ่อนแรง การตรวจร่างกาย จะตรวจพบตำแหน่งที่กดเจ็บอยู่บริเวณกล้ามเนื้อคอ ตรวจพบอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณสะบักทั้ง 2 ข้าง มีอาการร้าวมาที่ข้อศอก อาการปวดร้าวมาที่ปลายนิ้วมือ มีอาการชาที่ปลายนิ้วมือ หากเป็นมากจะพบการอ่อนแรง ของกล้ามเนื้อแขน และกล้ามเนื้อมือ

การวินิจฉัยโรค

โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้ จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย การตรวจเอกซเรย์แบบไดนามิก เป็นการตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัย ภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกคอ

การตรวจ CT Scan สามารถตรวจพบช่องโพรงประสาทตีบแคบ และหินปูนกดทับเส้นประสาท

การตรวจ MRI เป็นการตรวจที่เห็นรายละเอียดชัดเจนของหมอนรองกระดูก ที่กดทับเส้นประสาทได้มากกว่า 95 % และสามารถบอกความรุนแรงของโรค ในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

การตรวจ emg NGV เป็นการตรวจความไวของเส้นประสาทจากการกดทับ ซึ่งจะช่วยในการแยกโรคจากภาวะเส้นประสาทส่วนปลาย

แนวทางการรักษา

     ในเบื้องต้น การรักษาโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท  สามารถรักษาด้วยยา และรักษาโดยวิธีการทำกายภาพบำบัด

     ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ดีขึ้นในเวลา 6 สัปดาห์ หรือมีภาวะชาและอ่อนแรงของแขนมากขึ้น  ทางแพทย์จะแนะนำรักษาโดยการผ่าตัด

• การรักษาโดยการผ่าตัด

     การผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอ โดยใช้กล้องและเชื่อมข้อทางด้านหน้า ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังจะผ่าตัดเข้าทางด้านหน้าบริเวณคอ ใช้เครื่องมือสอดและถ่างขยายบริเวณช่องว่างกล้ามเนื้อคอ และนำหมอนรองกระดูกคอที่ถูกกดทับเส้นประสาทออกตามความจำเป็น  หลังจากนั้นศัลยแพทย์จะปิดช่องว่าง โดยการเชื่อมข้อ  ใช้วัสดุเชื่อมข้อเทียมแทนหมอนรองกระดูกสันหลัง และบางครั้งจะยึดตรึงด้วยสกรู หรือแผ่นโลหะ  ผู้ป่วยจะสามารถกลับบ้านภายใน 2-3 วัน หลังการผ่าตัด สามารถปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันได้ปกติในเวลา 2-3 สัปดาห์  อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือนในการสร้างกระดูกใหม่ เพื่อเชื่อมกระดูก ติดกัน

• ผลของการผ่าตัด

     การผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอทางด้านหน้า หวังผลประสบความสำเร็จได้ 92 ถึง 100%  โดยทั่วไปอาการปวดแขนจะลดลงได้มากกว่าปวดคอ  อาการชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะดีขึ้นหลังผ่าตัด ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

ความเสี่ยงจากการผ่าตัด

• ความเสี่ยงทั่วไป

     อาจเกิดผลแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ภาวะแผลติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ความเสี่ยงนี้ พบได้ 1-2 %

• ความเสี่ยงเฉพาะ

– บาดแผลติดเชื้อ อาการบาดเจ็บเส้นประสาท ภาวะเสียงแหบ สามารถพบได้ 1-3 %

– ภาวะกระดูกไม่เชื่อมติดตามกำหนด อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การสูบบุหรี่ โรคกระดูกพรุน โรคอ้วน หรือ อาจเกิดจากโลหะที่ใช้ยึดตรึง มีการหลวม หรือหัก ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดเข้าไปแก้ไขใหม่

การปฏิบัติตัว หลังการรักษา

     – หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การขับรถ ใน 2-4 สัปดาห์ หลังการผ่าตัด งดการทำงานที่ต้องใช้แรงมาก

     – ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ เริ่มจากการเดินในระยะสั้น และค่อยเพิ่มจำนวนการเดินจนถึง 1-2 กิโลเมตร หลีกเลี่ยงการนั่งติดต่อกัน เป็นเวลานาน

     – ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายให้มาทำแผลผ่าตัด หลังจากออกโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และนัดมาติดตามอาการเป็นระยะ อาจมีการแนะนำ การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟู กล้ามเนื้อ หรือแนะนำ ให้ใส่อุปกรณ์พยุงคอ

     – งดสูบบุหรี่ รักษาและควบคุมน้ำหนักตัว

     – มีท่าทาง การนั่ง ยืน เดิน ที่ถูกต้อง

นพ.พิเชฐ แท้ประสาทสิทธิ์
เฉพาะทาง : ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง
ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์    เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์โรคกระดูกและข้อ ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More

E.R.C.P คืออะไร ?

       การส่องกล้องตรวจรักษาทางเดินน้ำดีและตับอ่อน เป็นการส่องกล้องผ่านเข้าไปทางปากหลอดอาหารกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ไปจนถึงรูเปิดของท่อน้ำดี โดยแพทย์จะทำการฉีดสารทึบแสงเข้าไปในท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อน และเอ๊กซเรย์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน รวมถึงทำการรักษาภาวะท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อนอุดตันจากสาเหตุต่างๆ เช่น นิ่ว หรือ เนื้องอก เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้รับ

     ERCP มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัย และรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบท่อน้ำดีและตับอ่อน เช่น ถ้ามีการอุดตันในท่อน้ำดีจากก้อนนิ่ว เนื้องอก พังผืด หรือเกิดการตีบแคบของท่อน้ำดีเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ หรือมีการอุดตันของท่อตับอ่อนเนื่องจากนิ่ว เนื่องอก โดยเฉพาะในกรณีที่มีตับอ่อนอักเสบเนื่องจากนิ่วในท่อน้ำดีอุดตันที่บริเวณรูเปิดร่วมของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับการตรวจส่องกล้องท่อน้ำดีและตับอ่อน ?

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการตา ตัวเหลือง และตรวจพบหรือสงสัยว่ามีนิ่วในท่อน้ำดี หรือในท่อตับอ่อน
  2. ผู้ที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของท่อน้ำดี และตับอ่อน เช่น รั่ว ตีบ หรือพบมีเนื้องอก เป็นต้น
  3. ผู้ที่มีความผิดปกติบริเวณรูเปิดของท่อน้ำดี ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณรูเปิดผิดปกติ (Sphincter of Oddi dysfuction: SOD) หรือมีเนื้องอกบริเวณรูเปิดท่อน้ำดี

ความเสี่ยง และผลข้างเคียง

  1. ความเสี่ยงทั่วไป

    • เจ็บคอ สาเหตุจากการเสียดสีของกล้อง

    • คอชา เกิดจากยาชาเฉพาะที่

    • ท้องอืด อาการนี้เกิดขึ้นได้บ่อยเนื่องจากแพทย์ต้องเป่าลมเข้ากระเพาะอาหารและลำไส้ขณะทำการส่องกล้อง แต่ อาการนี้เกิดขึ้นชั่วคราวอาการจะดีขึ้น เมื่อร่างการขับลมออกมา

  2. ความเสี่ยงเฉพาะ

    • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หลังส่องกล้อง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีเอ็นไซน์ของตับอ่อนสูง โอกาสเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันประมาณ 3-5 % ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือผู้ป่วยหญิง และผู้ป่วยที่มีอายุน้อย

    • ลำไส้เล็กส่วนต้นทะลุ โอกาสเกิดความเสียง 1% ภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้น เนื่องจากมีการตัดทางเปิดของท่อน้ำดี

    • ภาวะเลือดออกอาจเกิดขึ้นทันที หรือเกิดขึ้นหลัง 24 ชั่วโมงหลังส่องกล้อง ผู้ป่วยที่รับประทานยาในกลุ่มละลายลิ้มเลือดจะเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้น โอกาสเกิดภาวะเลือดออกในลำไส้เล็กส่วนต้นประมาณ 2.5 -5%

    • ติดเชื้อหลังส่องกล้อง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง มีไข้ ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันของท่อน้ำดี และความระบายน้ำดีเท่าที่ควร และสามารถเกิดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 5 -10% โดยปกติจะมีการให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อก่อนทำการส่องกล้อง ซึ่งสามารถลดภาวการณ์ติดเชื้อได้อย่างมาก

การปฏิบัติตัวก่อนการรักษา

  1. ผู้ป่วยต้องได้ปรึกษากับแพทย์เรื่องโรคประจำตัว เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคหอบหืดเป็นต้น เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาผู้ป่วย
  2. ต้องแจ้งให้แพทย์เรื่องประวัติการแพ้ยา อาหารทะเล หรือสารทึบแสงรังสี ซึ่งผู้ป่วยแพ้อาหาร หรือสารทึบสี ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้สารทึบสีชนิดพิเศษ
  3. กรณีผู้ป่วยที่มียาที่ใช้โรคประตัวเฉพาะกลุ่มยาละลายลิ่มเลือดต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ผู้สั่งยาเพื่อพิจารณาใช้หรือหยุดยาก่อนทำการตรวจรักษา เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกง่าย
  4. งดน้ำ และอาหารก่อนเวลาตรวจ อย่างน้อย 6 -8ชั่วโมง (กรณีต้องทำตอนบ่ายให้รับประทานอาหารเหลว เวลา6.00น และจึงงดอาหารและน้ำ)
  5. ในกรณีที่ผู้ป่วยสวมฟันปลอมชนิดทั้งชุดหรือชนิดแน่นบางส่วนให้ถอนออกทุกครั้ง ก่อนทำการส่องกล้อง หรือในกรณีผู้ป่วยมีฟันโยก กรุณาแจ้งแพทย์เจ้าของไข้เพื่อพิจารณาถอนฟันก่อนการส่องกล้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหลุดของฟัน
  6. ควรมีญาติสายตรงมาด้วยทุกครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถเซ็นใบยินยอม ไม่สามารถรับคำแนะนำจากแพทย์ หรือแพทย์ต้องการสอบถามอาการของผู้ป่วยจากญาติผู้ป่วยโดยตรง

การปฏิบัติตัวหลังการรักษา

  1. ผู้ป่วยทุกรายจำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาลต่อหลังจากทำหัตถการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เพื่อสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดแน่นท้องมาก คลื่นไส้อาเจียนหรือมีไข้สูงหลังจากทำหัตถการ

  2. ให้ผู้ป่วยนอนพักบนเตียงประมาณ60นาที หรือจนกว่าจะตื่นดี จึงสามารถกลับห้องพักได้

  3. โดยทั่วไปจะมีการงดน้ำ และอาหารหลังทำการส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและท่อตับอ่อนอย่างน้อย 6-8ชั่วโมง หรือจนกว่าแพทย์จะแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือภาวะติดเชื้อในท่อน้ำดี โดยจะเริ่มจากให้จิบน้ำ ถ้าไม่มีอาการปวดท้องจะเริ่มให้ทานอาหารต่อไปตามลำดับ

  4. ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ ตามนัดโดยเฉพาะในรายที่มีการส่งชิ้นเนื้อตรวจ เพื่อฟังผลชิ้นเนื้อ

นพ.ศุภกร มะลิขาว
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
(Gastroenterology)

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

วันและเวลาทำการ วันจันทร์วันอาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ชั้น โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
การเจิญเติบโตทารก,ทารกในครรภ์,ตั้งครรภ์

ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ Fetal Growth Restriction (FGR)

รู้จักภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์

     หมายถึงทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 10 ของอายุครรภ์ โดยเป็นทารกที่มีขนาดตัวเล็ก (small for gestational age: SGA) ซึ่งพบว่าร้อยละ 70 ของทารกไม่มีความเสี่ยงรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต

เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม รก โรคประจำตัวของมารดา หรือปัจจัยอื่น ๆ

     การวินิจฉัยในเวลาที่เหมาะสม ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพของทารกในครรภ์ รวมถึงลดการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจพบในวัยผู้ใหญ่ได้

ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

• Symmetrical FGR : การเจริญเติบโตของอวัยวะทุกส่วนจะช้าเท่าๆ กัน เนื่องจากเป็นความผิดปกติของการเพิ่มจำนวนเซลล์ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

• Asymmetrical FGR : การเจริญเติบโตของตับและชั้นไขมันที่หน้าท้องลดลง จึงตรวจพบขนาดท้องเล็กกว่าศีรษะ ซึ่งเป็นผลจากการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ต่อมหมวกไต และรก มากกว่าที่อื่น ๆ

การค้นหาและการป้องกัน

     ซักประวัติตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ในไตรมาสแรก (ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์) มีโรคประจำตัว หรือประวัติทารกในครรภ์ผิดปกติมาก่อนหรือไม่

     การตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ (prenatal genetic screening for aneuploidy) เริ่มได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 – 18 สัปดาห์

     การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงคัดกรองความผิดปกติทางโครงสร้างของทารกในครรภ์ (ultrasound screening anomalies & genetic sonogram) มักทำในช่วงอายุครรภ์ 18 – 22 สัปดาห์

     ในรายที่พบว่ามีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจประเมินทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด (ultrasound surveillance of fetal growth) ตั้งแต่อายุครรภ์ 24 – 28 สัปดาห์

การวินิจฉัย

• ตรวจร่างกายพบว่าขนาดมดลูกเล็กกว่าอายุครรภ์ (symphysis-fundal height)

• ตรวจพบทารกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 10 ของอายุครรภ์ (ultrasound) โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงตามท้องถิ่น (regional growth chart)

• ในครรภ์แฝดต้องคำนึงถึงส่วนต่างของน้ำหนักทารกแต่ละคนด้วย (intertwin size discordance) โดยเฉพาะทารกฝาแผดที่ใช้รกชุดเดียวกัน (monochorionic twins)

การตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุ

• Sonographic assessment for fetal structural anomalies & fetal infections

• Doppler studies: fetal umbilical & middle cerebral artery, maternal uterine artery

• Maternal screening for congenital infections: cytomegalovirus, toxoplasmosis, rubella, herpes, syphilis (malaria & Zika virus in endemic areas)

• Amniocentesis for fetal karyotype (microarray & PCR for infectious agents)

แนวทางการดูแลรักษา

     การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำบริสุทธิ์อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี ไม่ใช้สารเสพติด และไปฝากครรภ์ตามนัดสม่ำเสมอ

     ให้มารดาเน้นความสำคัญของการนับลูกดิ้น ตั้งแต่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป ถ้าลูกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 ชั่วโมงหลังมื้ออาหารแต่ละมื้อที่ให้นับ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที เพราะลูกอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น

     ตรวจ ultrasound ประเมิน umbilical & middle cerebral artery ของทารกทุก 1 – 2 สัปดาห์ และทำ electronic fetal monitoring อย่างน้อยทุก 1 สัปดาห์

  • ถ้าหากปกติดี สามารถรอให้คลอดเมื่อครบกำหนดที่ 37 – 39 สัปดาห์ได้

  • อาจพิจารณาให้คลอดก่อนเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์

     การคลอดทารกสามารถคลอดทางช่องคลอดได้ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย แต่ควรคลอดในสถานพยาบาลที่ให้การดูแลทารกในอายุครรภ์จะที่คลอดได้ ควรติดเครื่องฟังเสียงหัวใจทารกตลอดการรอคลอด และสามารถผ่าตัดคลอดได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

การให้คำแนะนำหลังคลอดและการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

     ทารกที่เจริญเติบโตช้า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพพลภาพได้มากกว่าทารกที่ปกติ

     สตรีตั้งครรภ์ที่มีประวัติทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ แต่สามารถป้องกันได้เช่นกัน

     การตั้งครรภ์ครั้งต่อไป สามารถป้องกันภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ รวมถึงครรภ์เป็นพิษ (pre-eclampsia) ได้โดยให้ aspirin 100 – 150 mg ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 – 16 สัปดาห์ไปจนจะคลอด

     การตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ควรได้รับการตรวจประเมินทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด (ultrasound surveillance of fetal growth) ตั้งแต่อายุครรภ์ 24 – 28 สัปดาห์

• ตารางเกณฑ์น้ำหนักทารกในครรภ์ การศึกษาจาก โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พญ.ฐิตินันท์ สมุทรไชยกิจ
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
(Obstetrics and Gynaecology)

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์สุขภาพสตรี เปิดให้บริการ

วันจันทร์-วันอาทิตย์       เวลา 08.00-19.00 .

Share this...
Share on Facebook
Read More

ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารสำหรับเด็ก

     หากเด็กๆ มีอาการปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ คุณพ่อคุณแม่อย่าละเลย ค้นหาความผิดปกติของอาการ ตรวจหาสาเหตุของอาการปวดท้อง ด้วยการตรวจส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ให้การตรวจวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคอาหารและตับ

ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

     ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน สามารถงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แล้วรับการตรวจได้เลย ในกรณีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง ต้องการมีการเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้อง

• แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนและงดอาหารที่มีกาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ ถั่ว เป็นเวลาล่วงหน้า 2-3 วัน
• ช่วง 1 วันก่อนการส่องกล้อง แนะนำให้รับประทานอาหารเหลวใส และคนไข้จะได้รับยาระบายเพื่อล้างลำไส้ใหญ่ทั้งหมด 2 ครั้ง เพื่อให้ลำไส้สะอาดจนสามารถตรวจหาเนื้องอกในลำไส้และทำการรักษาได้ครบถ้วน

การส่องกล้องทำอย่างไร

• กล้องตรวจทางเดินอาหารเป็นท่อยางนิ่มขนาดเล็ก และมีช่องข้างในเพื่อส่งอุปกรณ์เข้าไปทำการตรวจและรักษา
• การส่องกล้องจะเริ่มหลังจากคนไข้หลับแล้ว การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนจะผ่านทางปาก เพื่อเข้าไปดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร จนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
• การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่างจะผ่านทวารหนัก เพื่อเข้าไปดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด จนถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย

ขณะรับการตรวจส่องกล้องจะเจ็บหรือไม่

     มักจะเป็นคำถามแรกที่คนไข้ทุกรายจะถามหมอก่อนเริ่มการตรวจ จะมีการปรับให้ยาระงับความรู้สึกจนคนไข้หลับก่อน ดังนั้นในขณะที่ตรวจคนไข้จะไม่รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้องเลย คนไข้มักจะรู้สึกตัวอีกครั้งที่ห้องพักฟื้น ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอก สามารถทำการตัดเนื้องอกออกได้ทันที โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

มีความเสี่ยงหรือไม่

• การส่องกล้องทางเดินอาหารมีความปลอดภัยสูงมาก คนไข้จะได้รับการประเมินร่างกายและอาการอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงที่สุด
• หลังการส่องกล้อง คนไข้ส่วนมากจะไม่มีอาการปวดและจะจำไม่ได้ว่าส่องกล้องไปแล้ว ส่วนน้อยอาจมีอาการแน่นท้องเล็กน้อย ในกรณีที่ตรวจพบเนื้องอกและได้รับการตัดออก อาจมีความเสี่ยงเลือดออกภายหลังได้บ้าง

ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

     กรณีส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เตรียมตัวโดยการกินยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้ใหญ่ สำหรับเด็กแนะนำให้นอนโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ หน้ามืดจากการสูญเสียน้ำ ความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด

     เช้าวันที่มาส่องกล้อง หมอจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน และประมาณหนึ่งชั่วโมงในการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง หลังจากนั้นใช้เวลาพักฟื้นหลังส่องกล้องประมาณ 2 ชั่วโมง คนไข้จะทราบผลการตรวจและสามารถกลับบ้านได้

ไม่ตรวจได้หรือไม่

     คนไข้ส่วนนึงก็ยังมีความกังวลในการส่องกล้องทางเดินอาหารอยู่แม้ว่าจะรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว เนื่องจากไม่เคยได้รับการตรวจเช่นนี้มาก่อน การปรึกษาหมอเจ้าของไข้หรือหมอเฉพาะทางระบบทางเดินอาหารจะช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นและคลายความกังวลได้ ทั้งนี้คนไข้แต่ละคนมีความแตกต่างกันในแง่ของสุขภาพร่างกายและข้อบ่งชี้ในการตรวจ หมอจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเพื่อเลือกแนวทางการรักษาร่วมกันให้เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

พญ.ลีลา สีมาขจร
กุมารเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
(Pediatric Gastroenterology and Hepatology)

ติดต่อสอบถาม วัคซีนปอดอักเสบ IPD และ ไข้หวัดใหญ่ได้ที่
ศูนย์สุขภาพเด็ก เปิดให้บริการ

วันจันทร์-วันอาทิตย์       เวลา 08.00-20.00 .

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

Line ID : @VACCINEBKH
 
วัคซีนเด็ก

Share this...
Share on Facebook
Read More

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน (Ischemic Stroke)

     Ischemic Stroke เป็นชนิดย่อยของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน ทำให้สมองได้รับเลือดและออกซิเจนลดลง ตามมาด้วยเซลล์สมองถูกทำลายหรือเซลล์สมองตาย ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกชาหรืออ่อนแรงที่บริเวณด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน และสมองอาจถูกทำลายถาวรหากการไหลเวียนของเลือดไม่กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว

     โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ Ischemic Stroke เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน และ Hemorrhagic Stroke เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากเลือดออกในสมอง โดย Ischemic Stroke เป็นประเภทที่พบได้มากถึงร้อยละ 87 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

อาการของ Ischemic Stroke

อาการของผู้ป่วยจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่หลอดเลือดสมองเกิดการอุดตัน โดยอาการของ Ischemic Stroke ที่พบได้มีดังนี้

• แขนขาอ่อนแรง เป็นอัมพาตซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายหรือทั้งสองซีก

• พูดไม่ชัดหรือมีปัญหาในการพูด การสื่อสารหรือการทำความเข้าใจ

• รู้สึกชาที่ใบหน้าหรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างเฉียบพลัน อาจมีอาการปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท

• มีปัญหาด้านการมองเห็น เช่น สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือการเห็นภาพซ้อน

• เสียการทรงตัวหรือมีปัญหาในการเดิน เดินเซหรือเดินลำบาก มึนงง วิงเวียนศีรษะหรือมีภาวะบ้านหมุน

• ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน โดยไม่ทราบสาเหตุ

     หากมีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ผู้ป่วยไม่ควรนิ่งนอนใจและเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพขั้นรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างถาวร โดยการประเมินอาการในเบื้องต้นทำได้โดยใช้หลักการ BEFAST ได้แก่ การสังเกตว่ามีอาการเสียการทรงตัว (Balance) ตามองไม่เห็นข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้าง (Eye) ใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งเบี้ยวหรือขยับได้ลำบาก (Face) แขนอ่อนแรงหรือยกแขนได้ลำบาก (Arms) รู้สึกมีปัญหาในการพูด ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่ชัด (Speech) และหากพบว่ามีปัญหาที่ใบหน้า แขน และการพูด อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลา (Time) ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

     อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ที่มีอาการจะคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในข้างต้น แต่มักจะกลับมาปกติภายในเวลา 24 ชั่วโมง

สาเหตุของ Ischemic Stroke

     Ischemic Stroke เกิดขึ้นจากหลอดเลือดแดงที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตันจากลิ่มเลือดหรือตะกรันไขมันที่เรียกว่าพลัค (Plaque) เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงทำให้เซลล์สมองและเนื้อเยื่อเริ่มตายจากการขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดย Ischemic Stroke สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท ได้แก่

     Thrombotic Strokes เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงที่ลำเลียงเลือดไปสู่สมอง มักเกิดในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรือเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวที่เกิดในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมองตามมา

     Embolic Strokes เกิดขึ้นเมื่อมีลิ่มเลือดที่บริเวณอื่นของร่างกายแล้วไหลไปปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง มักเกิดในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ อย่างภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้วหรือเคยได้รับการผ่าตัดหัวใจมาก่อน โดย Embolic Strokes อาจเกิดอาการขึ้นโดยไม่มีสัญญาณบอกให้ทราบล่วงหน้า

     ทั้งนี้ ระบบไหลเวียนเลือดเป็นสาเหตุหลักของการเกิด Ischemic Stroke ดังนั้น ความเสี่ยงในการอุดตันของหลอดเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นหากถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยต่อไปนี้

• ความดันโลหิตหรือคอเรสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักตัวเกินผิดปกติ

• ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

• ภาวะเม็ดเลือดแดงรูปเคียว

• การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

• ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว หรือมีภาวะหัวใจขาดเลือดมาก่อน

• โรคเบาหวาน

• ดื่มแอลกอฮอล์มากผิดปกติหรือใช้สารเสพติดบางชนิด เช่น โคเคนหรือเมตแอมเฟตามีน เป็นต้น

นอกจากนี้ Ischemic Stroke ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อนหรือคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น และมักพบอาการของโรคในเพศชายได้มากกว่าเพศหญิง

การวินิจฉัย Ischemic Stroke

     แพทย์จะสอบถามรายละเอียดของอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ โรคประจำตัวและประวัติของครอบครัวผู้ป่วย จากนั้นจะตรวจร่างกายเบื้องต้นและอาจตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีต่อไปนี้

• การตรวจเลือด แพทย์อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อดูความเร็วในการแข็งตัวของเลือด ระดับคอเลสเตอรอล ระดับน้ำตาลในเลือดในกรณีที่มีปริมาณสูงหรือต่ำกว่าปกติ หรือตรวจหาการติดเชื้อ

• การทำซีที สแกน (CT Scan) และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งจะแสดงรายละเอียดภาพสมองเพื่อช่วยในการวินิจฉัย Ischemic Stroke เนื่องจากในบางกรณีอาจพบเนื้องอกหรือเลือดออกในสมอง

• การตรวจหลอดเลือดใหญ่ที่คอด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจดูการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง และตรวจดูคราบไขมันหรือพลัคที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือด

• การทำเอคโคหัวใจ (Echocardiography) ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทำให้ภาพฉายการทำงานของหัวใจ จึงช่วยในการหาตำแหน่งที่เกิดการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณหัวใจ ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

• การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : ECG หรือ EKG) เพื่อตรวจดูอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ

• การฉีดสารทึบสีเพื่อตรวจดูหลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiography) โดยแพทย์จะฉีดสีในสายสวนหลอดเลือดแดงที่ใส่ไว้บริเวณขาหนีบของผู้ป่วย เพื่อตรวจวินิจฉัยการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณสมองและคอโดยตรง

การรักษา Ischemic Stroke

     การรักษา Ischemic Stroke จะแตกต่างกันไปตามอาการและความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป้าหมายของการรักษาคือทำให้อาการอัมพฤกษ์ อัมพาตดีขึ้นหรือไม่แย่ลง โดยวิธีการรักษาที่แพทย์อาจนำมาใช้มีดังนี้

การใช้ยา

     แพทย์อาจให้ยาสลายลิ่มเลือด (Tissue Plasminogen Activator: tPA) ทางหลอดเลือดดำ โดยจะได้ผลดีหากฉีดให้ผู้ป่วยหลังการเกิด Ischemic Stroke ภายในเวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที แต่ไม่ควรใช้ยาสลายลิ่มเลือดในผู้ที่มีอาการ Hemorrhagic Stroke มีเลือดออกในสมอง เพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่หรืออุบัติเหตุทางสมอง เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง

     นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจได้รับยาแอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านลิ่มเลือด เพื่อป้องกันการจับตัวกันของเลือดและป้องกันการเกิด Ischemic Stroke ซ้ำอีกในอนาคต หากผู้ป่วยมีความดันโลหิต ระดับน้ำตาล หรือไขมันในเลือดสูง แพทย์อาจสั่งจ่ายยาควบคุมภาวะเหล่านี้ด้วย

การผ่าตัด

     ในกรณีที่การรักษาด้วยยาสลายลิ่มเลือดไม่ได้ผลหรือผู้ป่วยมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่อุดตัน แพทย์อาจใช้วิธีการสวนเส้นเลือดเอาลิ่มเลือดดังกล่าวออก แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีการอุดตันหรือตีบตันของหลอดเลือดแดงใหญ่ในสมอง แพทย์อาจใช้วิธีผ่าตัดเปิดกระโหลก (Hemicraniectomy) เพื่อลดความดันในกะโหลก เพื่อช่วยชีวิตแทน

     หลังจากพ้นช่วงอาการฉุกเฉินแล้ว แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดเพื่อเปิดหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ตีบแคบลงจากการสะสมของตะกรันไขมัน เพื่อป้องกันสมองขาดเลือดซ้ำในบางราย

• การผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Endarterectomy) เป็นการผ่าตัดเอาตะกรันที่อุดตันเกาะพอกด้านในของหลอดเลือดออก

• การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวด (Angioplasty and Stents) โดยนำขดลวดไปถ่างขยายเพื่อไม่ให้หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

ผลในระยะต่อเนื่อง

     Ischemic Stroke สามารถทำให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายชั่วคราวหรือถาวรได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและตำแหน่งที่สมองขาดเลือด โดยภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้ เช่น อัมพาตหรือสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ โดยอาจเกิดกับซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อเฉพาะที่ อย่างบริเวณใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งหรือแขนข้างใดข้างหนึ่ง ปัญหาในการพูดและการกลืนอาหาร มีปัญหาในการอ่าน การเขียนและการทำความเข้าใจ เนื่องจาก Ischemic Stroke จะกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อในปากและลำคอ สูญเสียความทรงจำหรือความสามารถในการคิด การใช้เหตุผลหรือการตัดสินใจ มีปัญหาด้านอารมณ์ อาจควบคุมอารมณ์ได้ยากหรือมีภาวะซึมเศร้า รู้สึกเจ็บปวดหรือชาในบริเวณที่เกิด Ischemic Stroke ความสามารถในการดูแลตนเองลดลงหรือต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้นในการทำกิจวัตรประจำวันของตนเอง

การป้องกัน Ischemic Stroke

การลดความเสี่ยงของการเกิด Ischemic Stroke สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้

• รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วชนิดต่างๆ รวมถึงผักและผลไม้

• ออกกำลังกายหนักปานกลางอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมโรคเบาหวาน และลดความเครียด

• ควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอาจปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับการรับประทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง

• เลิกบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่จากบุคคลอื่น รวมถึงงดการใช้สารเสพติด เช่น โคเคน เมตแอมเฟตามีน

• ควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากการดื่มในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นและอาจมีผลต่อยาที่รับประทานอยู่

• การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตถือว่าเป็นวิธีการป้องกัน Ischemic Stroke ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวมาก่อน ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด Ischemic Stroke ได้

โรคหลอดเลือดสมอง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ มีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองให้ดำเนินการ ดังนี้

1. โทรศัพท์แจ้ง 1669 หรือ 1719 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

2. นำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยทันที

3. ผู้ป่วยควรที่จะได้พบแพทย์โดยเร็วที่สุด การรักษาที่ล่าช้า จะทำให้บริเวณของสมองที่ขาดเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีความพิการไปตลอดชีวิตหรืออาจเสียชีวิตได้

• ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
แหล่งที่มาของภาพ : https://blog.goodfactory.co
พญ.ชญาพร เด่นเลิศชัยกุล

อายุรกรรมประสาท (NEUROLOGIST)

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์สมองและระบบประสาท เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันศุกร์       เวลา 08.00-19.00 .
  • วันเสาร์-วันอาทิตย์   เวลา 08.00-17.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
หัวไหล่,ไหปลาร้า,กระดูกไหปลาร้า,ไหล่หัก,ไหปลาร้าหัก

คำแนะนำคนไข้ กระดูกไหปลาร้าหัก

หัวไหล่,ไหปลาร้า,กระดูกไหปลาร้า,ไหล่หัก,ไหปลาร้าหัก

1. ข้อมูลทั่วไป

     กระดูกไหปลาร้าเป็นกระดูกที่อยู่ด้านบนของทรวงอกแต่ละด้าน ความยาวเริ่มตั้งต้นจากกระดูกสันอกจนถึงกระดูกปลายไหล่ ลักษณะของกระดูกและตำแหน่งของกระดูกไหปลาร้าทำให้มีโอกาสหักได้บ่อย

     สาเหตุของไหปลาร้าหักที่พบได้บ่อย คือ ล้มและไหล่กระแทกพื้น

2. การวินิจฉัยกระดูกไหปลาร้าหัก

     ทำได้โดยการซักประวัติ (มีอาการปวด ไม่มีแรงยกไหล่-ต้นแขน) ตรวจร่างกาย (แผลถลอก ฟกช้ำม่วงเขียว ไหล่ตก มีความรู้สึกกึกกักบริเวณที่หัก) และการตรวจด้วยภาพรังสีเอกซเรย์ แนะนำให้ตรวจด้วยภาพ 2 มุมมองคือ

  1. มองตรง
  2. มองเสย เพื่อให้ลักษณะของการหักได้ชัดเจนที่สุด
• มุมมองตรง
• มุมเสย

3. วิธีการรักษา

1. การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด กระดูกไหปลาร้าหักส่วนมากสามารถรักษาได้ด้วยวิธีนี้

ข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

  1. หักแบบมีรอยหัก 1 รอย (กระดูกกลายเป็น 2ชิ้น) และแต่ละชิ้นมีการสัมผัสกันที่ดี (ยืนยันจากภาพเอกซเรย์ครบทั้งสองมุมมอง)
  2. ผู้ป่วยมีสุขภาพไม่สมบูรณ์พอที่จะรับการดมยา/ผ่าตัด

รูปแบบของการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

  1. การประคองนิ่งด้วยกายอุปกรณ์รูปเลข 8 (Figure of 8 shape Clavicle Splint)
  2. การประคองนิ่งด้วยผ้าคล้องแขน (Simple arm sling) ซึ่งการใช้งานสะดวกกว่า การดูแลร่างกายง่ายกว่าและผลการรักษาไม่แตกต่างจากแบบแรก
  3. รวมกายอุปกรณ์ทั้ง 1 และ 2, มักจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดมาก เมื่อกระดูกเริ่มติด อาการปวดลดลง จะลดเหลือแค่แบบใดแบบหนึ่ง

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

  1. ไม่เกิดแผลเป็น
  2. โอกาสเกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติมต่อเส้นเลือดเส้นประสาทน้อยกว่า
  3. มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการรักษาด้วยการผ่าตัด

ข้อด้อย/ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

  1. ผู้ป่วยบางส่วนพบว่ากระดูกมีการเคลื่อนตัวในภายหลัง เกิดกระดูกสมานติดช้า หรือกระดูกไม่ติด พบได้ 20 % ของผู้ป่วยทั้งหมด (มีโอกาสสูงขึ้นในรายที่ควรรับการผ่าตัด)
  2. กระดูกติดผิดรูป ซึ่งพบได้บ่อย บางครั้งทำให้ดูลักษณะภายนอกของไหล่ไม่เท่ากัน แต่มีผลกระทบต่อการใช้งานน้อยมาก
  3. มีโอกาสข้อไหล่ติดยึดได้สูงกว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย (ความเสี่ยงจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ เป็นเบาหวาน)

ปกติจะใช้กายอุปกรณ์อยู่ประมาณ 3-6 สัปดาห์ขึ้นกับอาการและผลเอกซเรย์

2. การผ่าตัด เป็นวิธีที่แนะนำให้คนไข้ที่มีโอกาสกระดูกติดช้าหรือไม่ติดสูง

ข้อบ่งชี้

เกี่ยวกับลักษณะการหัก

1. มีกระดูกห่างกันเกิน 2 ซม.

2. มีการหดสั้น(เหลื่อมซ้อนกัน)เกิน 2 ซม.

(1)
(2)

3. มีชิ้นกระดูกมากกว่า 3 ชิ้น

4. มีกระดูกหักหลายตำแหน่งในไหปลาร้า 1 ชิ้น

5. กระดูกไหปลาร้าหักแบบเปิด

6. หักและมีการโก่งขึ้นมากดผิวหนังจนมีโอกาสสูงที่จะเกิดแผลกดทับจากภายในทะลุออกมาและนำไปสู่ภาวะติดเชื้อ

7. มีการผิดรูปอย่างชัดเจน

เกี่ยวกับการบาดเจ็บร่วม

1. การบาดเจ็บของเส้นเลือดที่ต้องการการผ่าตัดแก้ไข

2. มีความเสียหายของเส้นประสาทเกิดขึ้นและอาการแย่ลง

3. มีรยางค์บนฝั่งเดียวกัน (กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นตั้งแต่ไหล่จนถึงมือ)หัก/บาดเจ็บร่วม

4. มีกระดูกซี่โครงซี่บนๆฝั่งเดียวกันหักร่วม

5. ไหปลาร้าหักทั้งสองข้าง(ซ้าย-ขวา)

ปัจจัยของตัวผู้ป่วย

1. ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบที่ต้องการใช้รยางค์บนเพื่อพาลุก เดิน ยืน ด้วยไม้เท้า

2. ผู้ป่วยที่มีความต้องการกลับไปใช้งานอย่างเร่งด่วน เช่น นักกีฬาอาชีพ หรือผู้ประกอบกิจการส่วนตัว

วิธีผ่าตัด

1. เปิดผิวหนังแบบยาว 1 แผลตามแนวกระดูกเพื่อจัดกระดูกและยึดตรึงภายในกระดูกด้วยแผ่นเหล็กและสกรู

2. เปิดผิวหนังแบบแผลเล็ก 2-3 แผลเพื่อจัดกระดูกและยึดตรึงภายกระดูกด้วยแผ่นเหล็กและสกรู

3. ใส่เหล็กแท่งภายในโพรงกระดูกเพื่อยึดตรึงภายใน

ข้อดีของการผ่าตัด

1. มีโอกาสสูงมากที่จะได้รูปทรงของกระดูกเหมือนก่อนหัก

2. ได้ทำกายภาพเร็วกว่าการไม่ผ่าตัด กลับไปใช้งานได้เร็วกว่า (ในระยะยาวการใช้งานอาจไม่ต่างจากกลุ่มไม่ผ่าตัด) ลดโอกาสข้อไหล่ติดยึด

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดรักษากระดูกไหปลาร้าหัก

1. การติดเชื้อ

2. เห็นแผ่นเหล็กตุงอยู่ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่รูปร่างผอม

3. แผลเป็นที่ไม่สวยงาม และเจ็บปวดบริเวณแผลเป็นโดยเฉพาะการมีแรงกดที่แผลแรงๆซ้ำๆเช่นสะพายกระเป๋าหนักๆ โดยอย่างยิ่งกรณีที่มีเส้นประสาทเป็นผังผืดอยู่ภายในแผล

4. การบาดเจ็บต่อเส้นเลือด/เส้นประสาท เช่น มีอาการชาผิวหนังใต้ต่อแผลผ่าตัดเนื่องจากแนวแผลผ่านเส้นประสาทฝอยใต้ผิวหนัง 

5. บางครั้งการผ่าตัดอาจไม่สามารถนำกระดูกกลับมาอยู่ในรูปเดิมได้ 100 % โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีกระดูกแตกหลายชิ้นและผ่าตัดผ่านแผลเล็ก

6. บางครั้งแม้ผู้ป่วยจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด บางครั้งพบว่ายังเกิดภาวะกระดูกติดช้าหรือกระดูกไม่ติดได้ ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วย (เช่น การสูบบุหรี่) ลักษณะของการหัก (หักแบบเปิดเพิ่มโอกาสกระดูกติดช้าหรือไม่ติด) และเทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ผู้รักษา

7. การผ่าตัดในอนาคต เช่น การเอาเหล็กดามภายในออก การรักษากระดูกติดช้าหรือไม่ติด การรักษาการติดเชื้อ

หมายเหตุ : ข้อ 3 และ ข้อ 4 การผ่าตัดแบบแผลเล็ก 2-3 แผล จะมีโอกาสน้อยกว่าการผ่าตัดแบบแผลยาว 1 แผล

การดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาด้วยการไม่ผ่าตัด

กิจวัตรประจำวัน

การนอนหลับ นอนหงายหรือตะแคงไปฝั่งที่ไม่หัก โดยใส่ที่คล้องแขนไว้ สอดหมอนไว้บนหน้าอกหรือใต้ศอกเพื่อประคองฝั่งที่หักในท่าที่คนไข้สบาย ผู้ป่วยบางคนพบว่าตัวเองหลับสบายในท่านั่งหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน

การอาบน้ำ ผู้ป่วยที่ใส่กายอุปกรณ์รูปเลข 8 ต้องงดอาบน้ำ(ใช้วิธีเช็ดตัว)จนแพทย์อนุญาตให้ถอดตอนอาบน้ำได้(ส่วนมากหลักจากผ่านไป 1-3 สัปดาห์) ผู้ป่วยที่ใส่คล้องแขนมักจะอาบน้ำได้เลยขณะคล้องผ้าคล้องแขนซึ่งจะแห้งได้ในเวลาอันสั้น ฟองน้ำติดปลายไม้ช่วยให้เช็ดหลังและขาได้ง่ายยิ่งขึ้น

การแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าหลวมๆและเป็นเสื้อมีกระดุม กลัดและเกาะกระดุมด้วยมือฝั่งที่กระดูกไม่หัก เวลาใส่เสื้อใส่แขนเสื้อในฝั่งที่หักก่อน เวลาถอดเสื้อถอดแขนเสื้อฝั่งที่ไม่หักก่อน

การออกกำลังกาย

     ใส่คล้องแขนจนผู้ป่วยปวดน้อยลง และ/หรือเริ่มเห็นหลักฐานของการเริ่มมีการสมานตัวของกระดูกจึงเริ่มขยับไหล่ เพื่อให้ได้พิสัย(การเคลื่อนไหว)ของข้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทำงานของมือและแขน

          ไม่ให้ใช้มือฝั่งที่หักยกของเป็นเวลา 6 สัปดาห์หรือผลเอกซเรย์แสดงหลักฐานของการติดสมานบางส่วนแล้ว การออกกำลังกายชนิดมีแรงต้าน(เช่น การยกของ การยกลูกน้ำหนัก) จึงมักจะเริ่มได้หลังจากหักเป็นเวลา 6 สัปดาห์

     การออกกำลังกายหรือทำงานที่มีแรงกระทำต่อแขนค่อนข้างมากต้องงดเว้นจนกว่ามีหลักฐานของการยึดติดสมบูรณ์จากการประวัติ/ตรวจร่างกายและภาพเอกซเรย์ ปกติกระดูกไหปลาร้าใช้เวลาสมานประมาณ 8-12 สัปดาห์

การรักษากระดูกไหปลาร้าหักแบบไม่ผ่าตัดมีอยู่ 4 ระยะ

ระยะที่ 1 : วันแรกถึง 3 สัปดาห์ เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเพื่อลดบวมซึ่งจะช่วยป้องกันข้อไหล่ติดยึด แนะนำให้ออกกำลังกายดังต่อไปนี้ - งอและเหยียดศอก - กำและแบมือ - บีบลูกบอลขนาดเล็กเบาๆซ้ำๆ - กระดกข้อมือขึ้นลงและหมุนเป็นวงกลม - หงายและคว่ำฝ่ามือ - ออกแรงให้สะบักขยับเข้าหากันเบาๆ

ระยะที่ 2 : 3 สัปดาห์ถึง 6 สัปดาห์หลังการหัก เริ่มออกกำลังกายขยับไหล่แบบลูกตุ้มนาฬิการเมื่ออาการปวดเริ่มลดลง ต่อมาเริ่มเพิ่มการขยับไหล่ด้วยผู้อื่นขยับให้(Passive)และผู้ป่วยออกแรงช่วย(assisted)

ระยะที่ 3 : 6 สัปดาห์ถึง 12 สัปดาห์หลังการบาดเจ็บ

     เมื่อพบว่ากระดูกเริ่มติดสมานจากการตรวจร่างกายและเอกซเรย์ แพทย์จะอนุญาติให้ผู้ป่วยสามารถยกของเบาๆและเพิ่มน้ำหนักขึ้นทีละน้อย การกลับไปทำกิจกรรมตามปกติจะทำได้เมื่อกระดูกติดสมานเต็มที่และกล้ามเนื้อของไหล่และแขนฝั่งนั้นแข็งแรงเต็มที่ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 6 เดือนหลังเกิดการหัก อาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่านั้นขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของคนไข้, ความคืบหน้าของการสมานของกระดูกและการตอบสนองต่อการกายภาพบำบัด

     ถ้าพบว่าไม่มีความคืบหน้าของการสมานของกระดูกที่ 3 เดือน แพทย์จะแจ้งว่ากระดูกติดช้า และถ้าครบ 9 เดือนกระดูกไม่ติดสมานแนะนำให้รับการผ่าตัดเพื่อให้กระดูกติด

การดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาด้วยการผ่าตัด

     ในกลุ่มที่ผ่าตัดแนะนำให้ใส่คล้องแขนไว้ 1-2 สัปดาห์เพื่อลดการอักเสบของแผลผ่าตัด และเริ่มเคลื่อนไหวและรับน้ำหนักได้เร็วกว่ากลุ่มไม่ผ่าตัด

โดยนพ.อนุวัฒน์ ขัดสงคราม แพทย์ศัลยกรรมกระดูกด้านอุบัติเหตุ และทีมเจ้าหน้าที่รพ.กรุงเทพราชสีมา

ที่มาของเนื้อหา : https://surgeryreference.aofoundation.org/
นพ.อนุวัฒน์ ขัดสงคราม
เฉพาะทาง : ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์  (Orthopedic Surgery)
อนุสาขา : ศัลยศาสตร์อุบัติเหตุด้านออร์โธปิดิคส์

ข้อมูลติดต่อ

โทร. 044-015-999 หรือ โทร. 1719

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ เปิดให้บริการ
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์    เวลา 08.00-20.00 .
สถานที่ตั้ง ศูนย์โรคกระดูกและข้อ ชั้น 2 โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

Share this...
Share on Facebook
Read More
สอบถามเพิ่มเติมโทร.